You are here
Home > Columnist > People Hub > PEOPLE ENGAGEMENT

PEOPLE ENGAGEMENT

BY : สุภาพรรณ  นิลายน 

ทำงานกับคน คน และคนมากว่า 30+ ปีแล้ว ทั้งด้านบริหารงานบุคคล ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในองค์กรขนาด 1,000+ คน ทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชน ชอบสังเกตและทำความเข้าใจกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบตัว ถนัดในการดูคน เรียกว่าพอดูคนออก บอก (นิสัย) คนได้อยู่ แต่ไม่ใช่หมอดูนะ ทำให้อยากแบ่งปันประสบการณ์ที่จะช่วยทำให้คนเข้าใจกันมากขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าในบ้าน ที่ทำงาน เผื่อโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้น หวังมากไปหรือเปล่าน้อ

ยามเมื่อลมเปลี่ยนทิศ…..
สัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนไปงานแต่งงานของลูกน้องในที่ทำงานเก่า คู่บ่าวสาวทำงานที่เดียวกัน เรียกว่าพบรักกันในที่ทำงาน ทำให้แขกที่มาในงานคืนนั้นเหมือนงานสังสรรค์พนักงาน ถ้าเพิ่มจับสลากแจกรางวัลอีกอย่างเรียกว่าเป็นงานปีใหม่บริษัทได้เลย

วันนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสพบกันเพื่อนร่วมงาน และ ลูกน้องที่เคยร่วมงานกันมากว่า 10 ปี เราก็ทักทายกันตามปกติของคนที่ไม่ได้เจอกันนาน สักพักน้องหญิง (นามสมมติ) ลูกน้องก้นกุฎิซึ่งตอนนี้เป็นผู้บริหารระดับกลางขององค์กรซึ่งเป็นคนมีความสามารถสูง ผลงานดี ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันเรียกว่าพวก Talent เข้ามาหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วพูดว่า

น้องหญิง “พี่คะหนูเครียดเรื่องงานมากเลยค่ะ อนาคตที่นี่หนูเริ่มดูไม่สดใสแล้วละค่ะ”
ผู้เขียน “เกิดอะไรขึ้น”
น้องหญิง “หนูเข้ากับ CEO คนใหม่ไม่ได้ นำเสนองานอะไรก็ไม่ผ่าน”
ผู้เขียน “ ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือเปล่า”
น้องหญิง “ไม่ใช่หรอกค่ะ เพราะพอเปลี่ยนคนนำเสนอ ผ่านฉลุยเลยค่ะ” (น้องพูดพร้อมน้ำตาไหล)

หลังจากนั้นผู้เขียนไม่ได้ทานอาหารแสนอร่อยของโรงแรมห้าดาวต่อ เพราะเราต้องย้ายตัวเองออกจากงานเลี้ยงมานั่งปรึกษาปัญหาหัวใจกันในลอบบี้โรงแรมแทน

ปัญหาของน้องหญิงเกิดจากโดยปกติองค์กรนี้ซึ่งบริษัทผลิตและจำหน่ายรถยนต์ระดับ Top Three ทั้งของโลกและของประเทศไทย จะแต่งตั้งผู้บริหารจากสายงานขาย หรือ การตลาด มาทำหน้าที่ CEO แต่รอบนี้ CEO คนใหม่ที่เพิ่งมารับหน้าที่ได้ 6 เดือนนี้มาจากสายงาน Finance …..โอ้…..แม่เจ้า เราคงพอทราบดีว่า Sale กับ Finance นั้นมีสไตล์การทำงานที่ต่างกัน และสำหรับคู่นี้เรียกว่าเป็น คู่กัดอมตะ เพราะมีปัญหากันทุกองค์กรทำให้ดิฉันเริ่มเห็นภาพแล้วว่าทำไมน้องหญิงถึงเริ่มไม่เข้าตากรรมการ

เพราะเธอใช้วิธีการสื่อสารในการนำเสนองานแบบที่ใช้กับ CEO ที่มาจากฝ่ายขายแล้วประสบความสำเร็จ มาใช้ในการนำเสนองานกับ CEO การเงิน ทำให้เธอตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่ออกรบ

เพราะสไตล์ของฝ่ายขายกับการเงินนั้นแตกต่างกันเกือบคนละขั้ว CEO จากฝ่ายขายจะชอบข้อมูลที่สั้นกระชับ บอกว่าจะทำอะไร ทำแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร ตรงประเด็น ไม่เน้นรายละเอียดหรือตัวเลข เอาแต่ผลลัพธ์

ในขณะที่น้องก้อย (นามสมมติ) ที่นำเสนองานแทนเป็นคนทำข้อมูลทั้งหมดของโครงการนี้ น้องก้อยมีตัวเลขประกอบแต่ละแนวทางทำให้เห็นความคุ้มค่าของโครงการเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ลงทุนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ CEO ที่มาจากฝ่ายการเงิน รู้สึกมั่นใจในการอนุมัติโครงการนี้

น้องหญิง “แต่หนูว่าตัวเลขเยอะๆ น่าเบื่อ ผู้บริหารไม่ชอบฟังนะพี่”
ผู้เขียน “แต่หนูต้องรู้ว่าคนตัดสินใจชอบอะไร ต้องพูดในสิ่งที่เค้าอยากฟัง ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดเองว่าเค้าควรฟัง” น้องหญิงพยักหน้า เริ่มคล้อยตามในสิ่งที่ผู้เขียนพูด

เรื่องที่เกิดกับน้องหญิงสะท้อนให้เห็นว่า

˝เราไม่สามารถใช้วิธีการสื่อสารแบบเดียวกันกับคน ทุกสไตล์แล้วคาดหวังความสำเร็จอย่างเดียวกันได้˝

นั่นเป็นเพราะคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าด้วยนิสัย ความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ และอื่นๆ อีกมากมายที่หล่อหลอมกันออกมาเป็นบุคลิกภาพและแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อันหมายถึงทั้งขณะอยู่คนเดียวและอยู่ร่วมกับผู้อื่น (อย่าคิดเยอะ) ทั้งทางกิริยาและคำพูด ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสุดท้ายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่

Dr.William Moulton Marston นักพฤติกรรมศาสตร์ซึ่งค้นพบทฤษฎีการแบ่งพฤติกรรมคนออกเป็น 4 ประเภทหรือที่รู้จักกันดีคือ D-I-S-C กล่าวไว้ว่า “People exhibit all four styles in varying degrees of intensity”

“คนทุกคนมีพฤติกรรมทั้ง 4 แบบอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าเราจะแสดงพฤติกรรมใดออกมาเด่นชัดกว่ากัน”

นั่นหมายความว่า เราสามารถเลือกแสดงพฤติกรรมให้เหมาะสมกับคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ หากเรารู้ว่าเขาเป็นคนสไตล์ใด ไม่ว่าคนคนนั้นจะเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า สามีภรรยาหรือแม้แต่ลูกของเรา

สำหรับบทสรุปเรื่องของน้องหญิง ขอยกคำพูดของ Dr.Tony Alessandra นักการตลาดและนักเขียนชาวอเมริกัน ผู้แต่งหนังสือ “Room Full of Referral” ได้บัญญัติกฎใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้คน เรียกว่า Platinum Rule ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องของน้องหญิงเสียนี่กระไรนั่นคือ

“จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่พวกเขาต้องการ – Treat others the way they want to be treated ”
(แล้วชีวิตท่านจะพบแต่เรื่องดี๊ดีตลอดไป….)

ในฉบับต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับคนในแต่ละสไตล์และวิธีการสื่อสารให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการบนหลักการ Platinum Rule กัน

Comments
Top