You are here
Home > Business Leisure > Top Story > Kaidee.com สร้าง Online Community Hub เพื่อคนไทย

Kaidee.com สร้าง Online Community Hub เพื่อคนไทย

 เรื่อง อรรถการ สัตยพาณิชย์

แจ๊ก หม่า ได้เริ่มต้นธุรกิจจากการทำเว็บค้าขายออนไลน์ Alibaba.com เพื่อช่วยผู้ผลิต ผู้ประกอบการขนาดเล็กของจีนได้มีโอกาสส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศ และไฮไลท์ที่เขาทำต่อมาก็คือ Alipay.com ซึ่งเป็นช่องทางการชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต จนประสบความสำเร็จ มีสถาบันการเงินมากกว่า 100 แห่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตร และวันนี้ Alibaba ในจีนก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรุกสู่ธุรกิจสุขภาพ ด้วยการพัฒนาบริการจองคิวให้แก่ผู้ที่จะไปใช้บริการในสถานพยาบาล

โมเดลธุรกิจของ Alibaba ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากการเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ชาวจีน อย่างไรก็ตาม แจ๊ก หม่า อาจมีแต้มต่อตรงที่ประชากรของจีนมีมากกว่าหนึ่งพันล้านคน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด มีส่วนสำคัญที่ทำให้กลุ่มธุรกิจของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เช่นเดียวกับความสำเร็จของ Kaidee เว็บซื้อขายสินค้าสัญชาติไทย ที่ข้อมูลในปี 2560 ระบุว่ามีจำนวนผู้ที่เข้าไปใช้บริการมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าการสร้างมาร์เก็ตเพลสผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Kaidee ได้สร้างพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ จนปัจจุบันมีการพัฒนาไปสู่การขายสินค้าประเภทต่างๆ เช่น ตลาดซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้งานง่าย การสร้างตลาด FarmKaidee เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีพื้นที่ซื้อ-ขายออนไลน์ ซึ่งความสำเร็จของ Kaidee กล่าวได้ว่าไม่ต่างไปจาก Alibaba ที่เกิดจากความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง

ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากทีมงาน

ทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/เฮดโค้ช Kaidee ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการสร้าง Mindset ที่จะต้องเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร เขาเชื่อว่า Skill Set ฝึกฝนหรือสอนกันได้ แต่ Mindset เป็นสิ่งที่องค์กรต้องคัดเลือกคนให้สอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรต้องการให้เป็น เนื่องจากการทำงานของ Kaidee  มีความคาดหวังในเรื่อง ความคิด (idea) และความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ของพนักงาน

องค์กรส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในเรื่องพันธกิจ (mission) วิสัยทัศน์ (vision) คุณค่า (value) แต่ Kaidee จะเน้นให้พนักงานตั้งคำถามว่า Why หรือ ทำไม ตั้งแต่ทำไมเราต้องตื่นแต่เช้ามาทำงานที่ Kaidee รวมทั้งการตั้งคำถาม Why กับสิ่งที่พบเจอในการทำงาน

เฮดโค้ช Kaidee เชื่อว่าคนไทยสามารถสู้ในระดับโลกได้ เพราะคนไทยมีทั้งฝีมือ และความคิด แต่จุดด้อยของคนไทยอยู่ตรงที่ไม่กล้าแสดงออก กระบวนการในการสร้างทีมของ Kaidee คือ ความพยายามในการสร้างพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และสังคมการทำงานให้ทุกคนกล้าแสดงออก

“เพราะผมไม่ใช่ สตีฟ จอบส์ ซึ่งเขาสามารถสั่งได้ว่าต้องการอะไร แต่ผมต้องการทีมที่อยู่รอบข้างผมที่สามารถให้ไอเดียกับผม ไม่ว่าจะมาจากคนที่เป็น Engineering Manager หรือแม่บ้าน ผมไม่แคร์ เพราะไอเดียนั้นสามารถมาได้จากทุกคน เช่น แม่บ้านบอกว่าเข้าไปใช้ Kaidee แล้ว เราควรมีการเพิ่ม feature และ function อะไร หรือว่าเขามีไอเดียอะไรกับออฟฟิศของเรา ผมก็ต้องการให้เขาแสดงออก ซึ่งเราเป็นผู้บริหารก็ต้องปรับและต้องเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาคุยกับเรา ถ้าเขาไม่กล้าคุย ผมก็จะไม่ได้รับไอเดียจากเขา” นายใหญ่แห่ง Kaidee ย้ำให้เห็นความสำคัญของไอเดียที่จะต้องทำให้ทุกคนในองค์กรเริ่มจากการกล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็น

และไม่แปลกที่ Kaidee จะใช้คำว่า Head Coach เรียกแทนตำแหน่ง CEO (Chief Executive Officer) เนื่องจากเขามองว่าการทำธุรกิจไม่ต่างอะไรจากการเล่นกีฬา ด้วยเหตุผลที่ว่า “คนที่ลงสนามหรือคนที่ปฏิบัติงานนั้น เป็นบุคคลที่ลงมือทำงานให้กับเรา ตัวผมเองเป็นคนที่ควบคุม และดูอยู่เบื้องหลัง ทีมผมจะชนะได้ ผู้เล่นในทีมต้องเข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมต้องการ”

เทคโนโลยีสื่อสารช่วยเปลี่ยนโลก

การเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟนได้เข้ามาเปลี่ยนโลกดิจิทัล และทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ทั้งการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ การเปิดรับชมรายการโทรทัศน์ที่ทุกวันนี้สามารถดูได้จาก YouTube, facebook หรือ Line TV ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งจากในเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ได้ในเวลาเดียวกันกับที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังสามารถรับชมรายการย้อนหลังได้อีกด้วย หรือแม้กระทั่งการเสพสื่อหนังสือพิมพ์ ทุกวันนี้คนก็หันมาอ่านข่าวสารต่างๆ จาก facebook ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกกันมากขึ้น

กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยทำให้กระบวนการคิดแบบพลิกโฉมและล้ำหน้าหรือที่เรียกว่า Disruption เกิดได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้จากธุรกิจ Startup อย่างเช่น Uber หรือ grab ซึ่งทำธุรกิจรถแท็กซี่ โดยไม่มีรถเป็นของตัวเองสักคัน แต่ผู้ใช้บริการก็สามารถเรียกรถจากคนขับที่เป็นสมาชิกของ Uber หรือ grab ได้ผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน

อีกธุรกิจหนึ่งก็คือ แอปฯ จองที่พัก Airbnb แม้จะไม่ได้ลงทุนที่พักของตัวเอง แต่ก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างผู้ให้บริการห้องพักกับผู้ที่ต้องการใช้บริการ หรือแม้กระทั่ง Alibaba.com แม้ไม่ได้เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า แต่ก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้ซื้อผู้ขายได้มาเจอกัน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ รวมไปถึงการเข้ามาของ Line ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือได้ผลกระทบ โดยเฉพาะบริการ SMS ซึ่งเคยเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของค่ายโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อมี Line คนก็หันมาใช้ Line ไม่ใช้ SMS  หากย้อนดูความเป็นมาของการรับส่งข้อความจะเห็นได้ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ คุณทิวาย้อนอดีตตั้งแต่ในยุค MSN ที่ใช้กันในเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อมาก็มีการใช้ในโทรศัพท์มือถือ Blackberry หลังจากนั้นก็มาเป็น WhatsApp ซึ่งปัจจุบันในต่างประเทศก็ยังคงนิยมใช้อยู่ แต่ในไทย WhatsApp ก็เสื่อมความนิยมลงหลังจากมี Line เข้ามา โดยเฉพาะจุดเด่นของ Line ในเรื่องสติ๊กเกอร์ที่ประเทศอื่นๆ ไม่ได้นิยมใช้เหมือนบ้านเรา และเป็นจุดสกัดที่ทำให้ WeChat ของจีนที่ตั้งความหวังไว้สูงว่าจะเข้ามาตีตลาดเมืองไทยถึงกับอ่อนใจที่ตนเองไม่มี feature รองรับสติ๊กเกอร์เหมือนกับ Line

หลายคนตั้งคำถามว่าอีก 5 ปี เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คุณทิวาตอบชัดเจนว่า ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทดลองนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น บริษัท WAYMO ที่ทำรถอัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องมีคนขับ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมรถ แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้ผู้โดยสารมีความรู้สึกปลอดภัยในขณะเดินทาง

“ในอนาคตอาจต้องมีการออกแบบรถยนต์ให้สอดรับกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ โดย WAYMO มองว่าเขาเป็น Uber ไม่ต้องมีคนขับก็ได้  Disruption เป็นการเปลี่ยนความคิดของเรา ซึ่งเรามีรถยนต์ ต่อมามีแท็กซี่เกิดขึ้น และเปลี่ยนมาเป็นรถอัจฉริยะแบบนี้ ซึ่งตอนนี้มีการทดลองใช้อยู่ที่รัฐอาริโซนา” คุณทิวาให้ข้อมูล พร้อมกับสรุปพัฒนาการและทิศทางต่อไปของการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิด Disruption ว่า

“Disruption เริ่มมาจาก อินเทอร์เน็ต, Social Media, Mobile ต่อมาก็เป็น Cloud, Big data ซึ่งตอนนี้ก็เข้ามาสู่ 3D Printing, Renewable Energy, Internet of Things และมีการพัฒนาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ในส่วนของเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อกันได้”

 

Kaidee เข้าใจความต้องการของผู้ใช้

เฮดโค้ช Kaidee เชื่อว่าการซื้อขายสินค้ามือสองช่วยให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น ทั้งในมิติ Reduce Reuse Recycle แม้ธุรกิจของบริษัทฯ จะเป็น Disruptive แบบง่ายๆ แต่การพัฒนาของ Kaidee ก็มุ่งเน้นให้ผู้ใช้ทุกเพศทุกวัยใช้งานง่าย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความเข้าใจความต้องการของคนไทย และรู้ว่าคนไทยต้องการอะไร  “เราอยากให้ปู่ย่าตายายสามารถลงขายของใน Kaidee ได้ ซึ่งเป็นอะไรก็ได้ที่คุณไม่ได้ใช้แล้ว อยากให้คุณขนออกมา แล้วลงขาย ซึ่งในปี 2560 มีคนประมาณ 35 ล้านคน เข้ามาใช้งาน  Kaidee มี 264 categories และมี 1.5 ล้านประกาศที่ลงประกาศขายอยู่ในขณะนี้ ในครึ่งปีแรกมีสินค้า 5 ล้านกว่าชิ้นที่ลงขาย และมีสินค้าประมาณ 5,000 ชิ้นที่ขายได้ในแต่ละวัน แค่รถยนต์อย่างเดียวก็มีประมาณ 415 คันต่อวัน โดย concept ก็คือ เราไม่ใช่ e-commerce แต่ Kaidee เป็นตลาดในรูปแบบตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยการใช้เทคโนโลยีที่จะไปทั่วถึง และใครก็สามารถลงขายสินค้าได้ ขณะนี้มีผู้ขายลงขายกับ Kaidee มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีมาเปิดโอกาสให้เขาในการซื้อขายสินค้า โดยสินค้าใน Kaidee มีเกือบทุกประเภท เช่น รถไถ ซึ่งมีคนเข้ามาค้นหาสินค้านี้ใน Kaidee จำนวน 2-3 ล้านครั้งต่อวัน ติดอันดับ 11 ของคำที่มีผู้ค้นหาในหน้าเว็บไซต์ของ Kaidee หรือสินค้าประเภทอื่น เช่น ผลไม้ ปลาสลิด พระเครื่อง ครูสอนภาษา ครูโยคะ และอื่นๆ อีกมากมาย โดย Kaidee เพียงแค่เปิดโอกาสให้ลงขายสินค้า” เฮดโค้ช Kaidee สรุปผลสำเร็จในการดำเนินงาน และได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์เพื่อการค้าการขายของคนไทยว่าไม่ต้องการใช้งานอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน

“Disruption ของ Kaidee แม้จะยัง basic อยู่ แต่เราเห็นว่าคนไทยมีความต้องการตรงนี้ และเมื่อคนไทยต้องการลงขายออนไลน์ก็จะไม่ต้องการขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซึ่ง Kaidee ทำให้ขั้นตอนนั้นง่ายขึ้น แต่คนไทยก็ยังคิดว่าไม่มีเวลาที่จะขาย แต่ในความเป็นจริงนั้น แค่นำของเก่าที่เรามีอยู่ในบ้านของคุณเอามาลงขายได้ นั่นคือ concept ที่ Kaidee กำลังพยายามเจาะอยู่”

แม้ Kaidee จะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อและผู้ขาย แต่เฮดโค้ช Kaidee ก็ยังคงชัดเจนถึงวิธีคิดในการพัฒนาคนขององค์กรว่า Mindset และทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตการทำงานและบริษัทฯ เพราะในที่สุดแล้วเทคโนโลยีก็เป็นแค่เครื่องมือที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย  แต่ความสำเร็จของ Kaidee ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ มาจากการที่พนักงานมี Mindset ที่กล้าแสดงออกและใช้ Creativity ในการนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ…..

Comments
จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา
บรรณาธิการ นิตยสาร B-Connect อดีตบรรณาธิการนิตยสารการตลาดอีกหลายเล่มในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
Top