You are here
Home > Business Leisure > Special Report > Internet of Things : Internet is ANYTHING

Internet of Things : Internet is ANYTHING

BY : อรรถการ สัตยพาณิชย์

Internet of Things (IoT) มีผู้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย แต่ Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ให้ความหมายว่าหมายถึง เครือข่ายที่ประกอบด้วยสรรพสิ่งทางกายภาพ (Physical things: คน เครื่องจักร สินค้า ฯลฯ) ที่มีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Embedded Technology) ที่ถูกฝังตัวอยู่ หรือพกติดตัว หรือติดตั้งไว้กับสรรพสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้สำหรับสื่อสารกัน (Communicate) หรือทำให้สามารถรับรู้ได้ (Sense) หรือปฏิสัมพันธ์ได้ (Interact) เกี่ยวกับสถานภาพของตนเอง หรือกับสิ่งแวดล้อมภายนอก (their internal states or the external environment)

อ่านนิยามที่แปลจากภาษาอังกฤษแล้วอาจจะงง แต่ถ้าแปลแบบสรุปความก็จะเห็นได้ว่าหลักการทำงานของ IoT ก็คือ การใช้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปฝังไว้ในสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

การเติบโตของ IoT มีมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการ R&D ได้ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการผลิตอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ให้มีราคาลดลงได้อย่างมหาศาล ทุกวันนี้เราสามารถหาชิปประมวลผลที่มี OS ในตัว และสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ในราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐฯ จนทำให้การฝังชิปลงไปในตัวอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นอุปกรณ์ IoE (Internet of Everything) เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และไม่น่าแปลกใจที่ในอนาคต IoE จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตในทุกรูปแบบอุปกรณ์ IoT ปี 2020 เพิ่มจากปี 2015 = 3-4 เท่า

Gartner ยังคาดการณ์ว่าในปี 2016 จะมีปริมาณอุปกรณ์ IoT สูงขึ้นกว่าปี 2015 ถึง 30% หรือคิดเป็นจำนวน 6.4 พันล้านชิ้น และจะเพิ่มขึ้นอีก 3-4 เท่า ภายในปี 2020 ในขณะทีตลาดผู้ใช้งานทั่วไปจะมีการใช้อุปกรณ์ IoT สูงถึง 4 พันล้านชิ้นในปี 2016 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 19 ล้านล้านบาท ด้วยมูลค่าระดับนี้ หลายประเทศทั่วโลกจึงจัดให้ IoE หรือ Internet of Everything เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อที่จะได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรียกได้ว่า IoE เป็นการพลิกโฉมภาคเศรษฐกิจ สังคม และการดำรงชีวิตของผู้คนให้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หากยกตัวอย่างเทคโนโลยี IoT ที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ต จะพบว่ามีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ โดรน บ้าน อุปกรณ์สวมใส่เซนเซอร์ต่างๆ และเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงและมีศักยภาพตลาดในอนาคตที่สูงมากเช่นกัน สถิติที่สะท้อนให้เห็นปัจจัยทางโอกาสของ IoT เช่น

• จำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อมากถึง 50-200 พันล้านชิ้นในปี 2000 ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อยู่ประมาณ 15 พันล้านชิ้น จำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย Cisco คาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จะเพิ่มเป็น 200 พันล้านชิ้น ตลาดที่จะเติบโตตามจำนวนอุปกรณ์ ก็คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

• ปริมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์และบริการ IoT จะมีมูลค่า 1.7 ล้านล้าน (Trillion) ดอลลาร์ ภายในปี 2020 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2014 มูลค่าตลาดดังกล่าวยังมีแค่ 656 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งอัตราการเจริญเติบโตเป็นผลมาจากจำนวนอุปกรณ์และสินค้าบริการที่เกี่ยวข้องกัน

• เฉพาะอุตสาหกรรม Smart Home มีมูลค่าถึง 79 พันล้านเหรียญ ตลาดอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน “อัจฉริยะ” มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าในปี 2014 ถึง 79 พันล้านเหรียญ นอกจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Samsung ที่ลงทุนในตลาดนี้แล้ว ยังมีผู้เล่นตลาดอื่นกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย อย่างเช่น การที่ Google ซื้อบริษัท Nest ซึ่งผลิตเทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ หรือการที่ Apple ออกบริการ Home Kit ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ในบ้านเข้ากับระบบ iOS

• รถยนต์จำนวน 90% จะสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้ภายในปี 2020 ในปี 2012 รถยนต์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายได้มีเพียง 2% เท่านั้น ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 90% ในปี 2020 แรงผลักดันที่สำคัญคือ ระบบข้อมูลและความบันเทิงภายในรถ ระบบรถยนต์ไร้คนขับ และการนำระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เข้าไปผนวกกับระบบของรถยนต์

• อุปกรณ์สวมใส่จะเพิ่มจำนวนเป็น 173.4 ล้านชิ้น ภายในปี 2019 ความนิยมของอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Smartwatch หรือแม้กระทั่ง Fitness/Activity tracker ทำให้อุปกรณ์ที่เคยดูเหมือนเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม ได้รับความนิยมแพร่หลายขึ้นอย่างมาก จากจำนวน 76.1 ล้านชิ้นในปี 2015 จะเพิ่มขึ้นเป็น 173.4 ล้านชิ้นในปี 2019 ซึ่งตลาดอุปกรณ์สวมใส่นี้จะมีความเชื่อมโยงกับตลาดรถยนต์และตลาด Smart Home อย่างเช่น การที่รถยนต์สามารถติดเครื่องจอดรอ หรือประตูรั้วบ้านเปิดได้เอง โดยได้รับสัญญาณกระตุ้นจากอุปกรณ์สวมใส่ เป็นต้น

• ตลาด “เขตอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต” จะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน เขตอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตเป็นการเชื่อมต่อกันของเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้โลกเป็นมูลค่าสูงถึง 10-15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีก 20 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันที่ 10 ล้านล้าน และของอเมริกาที่ 17 ล้านล้าน ยิ่งมีเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มพูนประโยชน์ ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

Comments
Top