You are here
Home > Business Leisure > B-Talk > Hisense : It’s time to rethink TV

Hisense : It’s time to rethink TV

เรื่อง : จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา

            เทรนด์ทีวีจอใหญ่แบบ Big Screen มาแรง โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลการแข่งขันบอลโลกที่แฟนบอลต่างก็อยากจะเชียร์กันให้มันจะๆ ดุจเชียร์ข้างขอบสนาม ล่าสุด Hisense (ไฮเซ่นส์) แบรนด์เบอร์ 1 ของจีน 14 ปีซ้อนส่งทีวีรุ่นเรือธง 4K UHD Smart Laser TV 100 นิ้ว และซีรีย์ใหม่ๆเข้าตลาดประเทศไทย เอาใจผู้ชื่นชอบการรับชมภาพระดับ 4K ผ่านจอยักษ์รับกระแสบอลโลก

ความพยายามของแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่ต้องการเป็นเบอร์ 3 ของตลาดทีวีในประเทศไทยที่มีมูลค่าในตลาดรีเทล 2.7 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี ทั้งที่เพิ่งเข้ามาไทยปี 2016 และเริ่มทำตลาดจริงจังปี 2017 นี้เอง การบ้านชิ้นใหญ่ที่ถือเป็นความท้าทายของ มร. สี่เฟิง จาง (Zhang Xifeng) กรรมการผู้จัดการ,  มร. เสี่ยวปิง ยี (Yi Xiaobing) รองกรรมการผู้จัดการ และ ฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เพื่อส่งผ่านประสบการณ์ที่ทำให้คนไทยต้องคิดใหม่กับทีวีไฮเซนส์กันเลยทีเดียว

It’s time to rethink TV !!

…………………………..

 

ไฮเซนส์ตั้งเป้าติด Top 3 ใน 3 ปีหนักใจอะไรหรือไม่กับภาพรวมการแข่งขันตอนนี้ที่แบรนด์เกาหลี – ญี่ปุ่นมาแรง

             จริงๆ ก็เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ทั่วโลก เมื่อย้อนดูเมื่อ 80 กว่าปีก่อน แบรนด์อันดับ 1 ก็เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น แต่สัก 3-5 ปีนี้เองที่เกาหลีมีแชร์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งแบรนด์จากจีนอย่างไฮเซนส์ด้วย นั่นเป็นเพราะเรามีเทคโนโลยีดีกว่าเดิม รวมทั้งมีคุณภาพสินค้าและการผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ อย่างในออสเตรเลียเอง ไฮเซ่นส์มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 แซงแบรนด์เกาหลีและจีน หรือในตลาดแอฟริกาใต้ก็เช่นกันที่เรามีแชร์เป็นอันดับ 1 ในตลาดทีวี

ที่สำคัญ ต้องยอมรับว่า วันนี้จีนเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเห็นได้ว่า การที่แบรนด์จีนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ประเด็นราคาสินค้า ทว่า เนื่องจากแบรนด์จีนโดยเฉพาะไฮเซนส์นั้นทุ่มทุนกับการทำ R&D และการพัฒนาสินค้าสูงมาก ฉะนั้น เรื่องความหนักใจเราไม่หนักใจ แต่ต้องใช้เวลาเพื่อให้แบรนด์จีนเป็นที่ยอมรับของตลาด

 แล้วไฮเซ่นส์มีแผนสร้างแบรนด์ในประเทศไทยอย่างไร

การสื่อสารทางการตลาดของเราเน้นโฟกัสตามแนวทางของบริษัทแม่ที่เน้นด้าน Sport Marketing มาหลายปีแล้ว โดยในปี 2016 ถือเป็นครั้งแรกที่เราก้าวสู่เวทีระดับโลกจากฤดูกาลการแข่งขันฟุตบอลยูโรที่ผู้คนทั่วโลกเห็นไฮเซ่นส์จากได้จากข้อความตรงขอบสนามที่ว่า HiSense, No.1 in China และในปี 2018 เราก็เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการกับการแข่งกีฬาหลักๆ ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแข่งขันเทสนิสออสเตรเลีย โอเพ่น (Australia Open), การสนับสนุนทีมเรดบูล (Red Bull) ในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (Formula One), การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลชาลเก้ 04 (Schalke 04) ทีมฟุตบอลเยอรมนี ลีกบุนเดสลีก้า (Bundesliga) และในปีนี้ เราก็เป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียอย่างเป็นทางการด้วย

สำหรับในประเทศไทย ในปีนี้เรามีแผนที่จะสร้างการรับรู้แบรนด์ในตลาดประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ทีวีตั้งแต่รุ่นที่เป็นสมาร์ททีวีขึ้นไป หรือกลุ่มกลางขึ้นบน (Mid to High) ขณะเดียวกัน เราก็จะเน้นนำส่งประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากข่องทางต่างๆ พร้อมทั้งทำหน้าร้านให้ดีขึ้น ตลอดจนทำกิจกรรมทางด้านดิจิทัลและออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้าให้มากขึ้นทั้งจากบล็อกเกอร์หรือกูรู ตลอดจนการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น ซึ่งการสร้างการรับรู้ตรงนี้เราต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาพอสมควร

 คิดว่า เมื่อไรจะขยับขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาดของประเทศไทย

คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีนับแต่ก่อตั้งในปี 2016 เพื่อการก้าวสู่การเป็น Top 3 ในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ ในหลายๆ Category เราก็เป็น Top 3 เช่นกัน

ระหว่างนี้เราจะรับแรงเสียดทานจากคู่แข่งขันที่ส่งกลยุทธ์เข้ามาอย่างดุดันได้อย่างไร

อย่างที่เราบอกว่าเราเน้นตลาด Mid to High ซึ่งผู้เล่นหลักไม่ว่าจะแบรนด์เกาหลีหรือญี่ปุ่นมีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเราเน้นทึ่สเปก นวัตกรรม คุณภาพ ราคาที่คุ้มค่าเงิน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคุณภาพเราจะให้ความสำคัญมากที่สุด ยิ่งผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรานั้นมักจะดูข้อมูลมาก่อนการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ที่เราทำมาอย่างต่อเนื่องบวกกับคุณภาพและราคาที่คุ้มค่าเงินก็จะทำให้เราเติบโตได้อย่างคุ้มค่าและมั่นคง

ไฮเซ่นส์มีกลยุทธ์หรือโฟกัสกับ Insight ของตลาดประเทศไทยอย่างไร

 กับเรื่อง Consumer Insight เป็นสิ่งที่เราใช้ความพยายามมากๆ และเราเชื่อว่า เราทำส่วนนี้ได้ดีมากๆ  โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการเข้ามาในตลาดของเราในปี 2016 และใช้เวลาขวบปีแรกสำหรับการทำความรู้จักกับช่องทางต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเราทำตลาดผ่านพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายที่เข้มแข็งอย่าง เพาเวอร์บาย และเทสโก้ โลตัส ซึ่งวางแผนที่จะขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ในขวบปีแรกนี้เราก็พยายามหาด้วยว่า คนไทยมีความต้องการอะไรและทำอย่างนี้ทุกวันๆ มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะด้านคุณภาพภาพและเสียง การเข้าถึงคอนเทนท์ที่ง่ายและรวดเร็ว ตลอดจนการออกแบบที่สวยงาม พรีเมี่ยม ดังเป้าหมายของแบรนด์ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่าในราคาที่ผู้บริโภคจับจ่ายออกมา (Best Value for Money)

แล้วตลาดคนไทยมีอะไรที่ต้องสั่งเข้ามาเป็นพิเศษสำหรับตลาดไทยหรือไม่

อย่างที่เราวางตลาดเลเซอร์ทีวีขนาด 100 นิ้วในไทย เพราะในตลาดไทยมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทีวีจอใหญ่ และตอนนี้จอทีวีใหญ่สุดก็เป็น LED 86 นิ้วแล้วถ้าใหญ่กว่านั้น ราคาก็โดดเป็น 5-6 แสนบาท ดังนั้น การเปิดตัวจอ 100 นิ้วของเราจึงเป็นการตอบโจทย์ทางการตลาดที่เป็นเสมือนโฮมเธียเตอร์ในบ้านได้

ส่วนสินค้าอื่นๆ เราก็ดูเทรนด์ตลาดว่ากำลังโฟกัสกับอะไร เช่น ตลาดทีวี 4K ขนาด 55 นิ้ว ที่เรานำเข้ามา เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าสามารถเข้าถึงคอนเทนท์ 4K ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจาก Netflix, YouTube, Blu-ray นอกจากนี้ ทีวี UHD (Ultra-High-Definition TV) ก็กำลังมาแรง ซึ่งตรงนี้ หากว่าในตลาดแต่ละประเทศมีความต้องการอย่างไร เราก็สามารถส่งเข้าศูนย์วิจัยและพัฒนาของเราได้ที่มี 7 แห่งทั่วโลกและส่งเข้าสำนักงานใหญ่ได้

ถ้าเทียบ Insight ของตลาดจีนกับไทยเป็นอย่างไร

แตกต่างกันมาก เพราะต้องเข้าใจด้วยว่า จีนมีผู้ผลิตทีวีมากและเป็นตลาดที่มีความรู้เรื่องทีวีดีมาก อีกทั้งตลาดทีวีในจีนเติบโตอย่างรวดเร็วมาก สังเกตได้ง่ายๆ ว่า ตลาดทีวี 4K ของจีนนั้นมีสัดส่วนมากถึง 75% ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนแค่42% เท่านั้นและอาจขยับเป็น 50% ในปีนี้ ตอนนี้ตลาดทีวีของจีนขั้นต่ำของตลาด คือ สมาร์ททีวี ทีวีธรรมดาแบบจอแก้วหรือ CRT TV (Cathrode Ray Tube TV) ไม่มีขายแล้ว สำหรับตลาดทีวี อเมริกากับจีนถือเป็นตลาดใหญ่และ Insight ของผู้บริโภคก็ต่างจากไทยที่โฟกัสที่ฟีเจอร์/สเปกมากกว่าดีไซน์ แล้วก็จะมองที่ 4K และ 4K ทุกรุ่นก็จะมีฟังก์ชั่นเป็นสมาร์ททีวีอยู่แล้ว ขณะที่คนไทยจะโฟกัสกับรายละเอียดมากๆ เช่น ดีไซน์ ส่วนประกอบเพิ่มเติม (Accessories)

อะไรคือ Key Success Factor ที่ทำให้เราเป็นเบอร์ 1 ในจีนได้

เป็นเพราะเราคาดการณ์ตลาดถูก เพราะขณะที่ใครๆ ผลิต CRT TV ตอนนั้นเรามีแชร์เป็นเบอร์ 4-5 ในจีน แต่ขณะนั้น ผู้บริหารมองว่า LCD TV มาแน่ เราก็เป็น First Mover ที่ลงทุนกับการผลิต LCD TV ฉะนั้น ทันทีที่ตลาดเปลี่ยนจาก CRT เป็น LCD เราก็มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตเรียบร้อย ฉะนั้น เมื่อผู้บริโภคจีนต้องการซื้อ LCD TV ก็จะนึกถึงไฮเซ่นส์ก่อน แล้วเมื่อตลาดเปลี่ยนเป็น LED TV ไฮเซ่นส์ก็เป็นโรงงานแรกที่เปลี่ยนโมดูลการผลิต LED TV ในจีน ดังนั้น กล่าวได้ว่า เรามีความพร้อมที่จะเปลี่ยนเพื่อผู้บริโภค

สำหรับการลงทุนเทคโนโลยีในอนาคต เราค่อนข้างมองได้ถูกต้อง อย่าง PLASMA TV ที่มีอีกแบรนด์เป็นเบอร์ 1 แต่ PLASMA TV ก็อยู่ได้แค่ 4-5 ปีเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เราไม่ได้ลงทุน แต่เราลงทุนกับ LASER TV เพราะคิดว่า สำหรับทีวีจอใหญ่ LASER TV น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกต้องโดยเฉพาะกับทีวีที่มีจอ 100 นิ้วขึ้นไปและในแง่ของความคุ้มค่า

ในฐานะที่ไฮเซนส์เป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของฟุตบอลโลกปีนี้จะออกหมัดเด็กอะไรเข้าตลาดไทย

            ไฮเซ่นส์ รุกตลาดประเทศไทยต่อเนื่องรับกระแสบอลโลก ด้วยการส่งทีวีบิ๊กสกรีนอย่าง 4K UHD Smart Laser TV ขนาด 100 นิ้วเข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมๆ กับมอบบริการระดับพรีเมี่ยมสำหรับสินค้ารุ่นดังกล่าว ด้วยการจัดส่งฟรีพร้อมติดตั้งและรับประกันนานถึง 5 ปี

เราเชื่อว่า 4K UHD Smart Laser TV จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความบันเทิงภายในบ้านระดับพรีเมี่ยมและสามารถรับชมได้อย่างสบายตาในระยะเพียง 4 เมตรจากหน้าจอ ต่างจากทีวีปกติที่จะต้องใช้ระยะชมที่ 9 เมตร เนื่องจาก 4K UHD Smart Laser TV ใช้อุปกรณ์ฉาย (TV Console) ด้วยเทคโนโลยี X-Fusion ที่เสนอภาพความละเอียดระดับ 4K ให้แสงธรรมชาติถนอมสายตาในความสว่าง 3,000 ลูเมนและด้วยระบบเสียงของ JBL ที่มีไวรฺเลสซับวูฟเฟอร์ ด้วยหน้าจอที่บางและน้ำหนักเบาเพียง 1/10 เท่านั้นเมื่อเทียบกับทีวี LED ขนาดเท่ากัน ทำให้ติดตั้งได้ง่ายภายในพื้นที่ต่างๆ ของบ้าน

นอกจากนี้ ก็มีทีวี 2 ซีรีย์ใหม่ 6 โมเดล โดยหนึ่งในนี้คือรุ่น World Cup Special Edition ซึ่งเป็น ULED TV ที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับแฟนฟุตบอลในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกโดยเฉพาะ ซีรี่ย์ U7A 65 นิ้ว/55นิ้ว เพรียวบางด้วยซูเปอร์สลิมดีไซน์ ให้ภาพคมชัดระดับ 4K ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Wide Color Gamut ส่วนอีกรุ่นเป็น UHD TV จำนวน 4 โมเดล ได้แก่ 55A6501UW, 65A6501UW,   50A6501UW, 43A6501UW,

ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกนี้ เรามีแคมเปญ Enjoy World Cup, Enjoy Hisense ร่วมกับเพาเวอร์บายจัดโปรโมชั่น

ให้ลุ้นรับสิทธิ์ชมฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศที่รัสเซีย สำหรับผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ไฮเซ่นส์จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลมากกว่าปกติถึง 3 เท่า ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2561   ขณะเดียวกันผู้ที่ซื้อสินค้าตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2561 ยังได้รับสิทธิ์การเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้ทันที ในกรณีเครื่องมีปัญหาด้านคุณภาพตามเงื่อนไขการรับประกันของทางบริษัท นับตั้งแต่วันที่ซื้อสินค้าเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือนด้วย

 

เป้าหมายกับตลาดในประเทศไทยของไฮเซ่นส์ คือ อะไร

จากแนวทางการดำเนินงานทางการตลาดของไฮเซ่นส์ การให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า ความคุ้มค่า และการรับประกัน คาดว่า แบรนด์ไฮเซ่นส์จะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดเป็น Top 3 ในตลาดทีวีในประเทศไทยได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า และจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแน้วโน้มเลือกซื้อสินค้าที่ให้คุณภาพคุ้มค่ากับราคามากขึ้น ทำให้เชื่อว่าจะมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต แต่ทั้งนี้ เราก็ทำการตลาดอย่างระมัดระวังด้วย เพราะเราเน้นยุทธศาสตร์การเติบโตแบบมั่นคงยั่งยืนมากกว่า เพราะเมื่อแข็งแรงแล้วก็จะสามารถทำการตลาดเชิงรุก หรือทำการตลาดอย่างดุดันก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

 

Comments
จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา
บรรณาธิการ นิตยสาร B-Connect อดีตบรรณาธิการนิตยสารการตลาดอีกหลายเล่มในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
Top