You are here
Home > Business Leisure > Top Story > AI: The World Need or Not

AI: The World Need or Not

เรื่อง : โชติ เวส  

มีคนตั้งคำถามว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ สามารถนำมาสร้างประโยชน์อะไรกับธุรกิจได้บ้าง? อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? และเราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร?

อันที่จริงแล้วเทคโนโลยี AI นั้นเป็นแนวคิดที่มีมานานมาก และมีการพัฒนาต่อเนื่องมาหลายสิบปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการสอดใส่ความเฉลียวฉลาดลงไปให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต และยิ่งไปกว่านั้นยังมีการใส่คุณลักษณะทางด้านสติปัญญาและความฉลาดคล้ายคลึงกับมนุษย์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ AI จะมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การคิด วิเคราะห์ และแยกแยะข้อมูลที่ซับซ้อนได้

ถ้านึกภาพไม่ออก ลองพิจารณาจากเคสกรณีศึกษาเกี่ยวกับ OpenAI ของ Elon Musk บอสของ Tesla และ Sam Altman บอสใหญ่จาก Y Combinator ที่ร่วมกันเอาชนะผู้เล่นมืออาชีพในการแข่งขันเกม Dota2 แบบผู้เล่น 1 ต่อ 1 ในงาน The International 2017 ภายใน 10 นาทีแรก

แน่นอนว่า หัวใจสำคัญที่หลายคนเริ่มคิดแล้วว่า AI ไม่ใช่แค่แนวคิดหรือจินตนาการจากหนังไซไฟนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากชัยชนะของ AI ที่เหนือคน โดยเฉพาะกับการชนะในเรื่องราวที่ซับซ้อนของ OpenAI ที่ชนะทั้งเกม AlphaGo เเละ Dota2 ที่ตัว AI สามารถศึกษารูปแบบการเล่นของผู้เล่นมืออาชีพคนอื่นๆ หรือเล่นเกมแข่งกับตัวเองครั้งเเล้วครั้งเล่าจนระบบสามารถเรียนรู้ คิด วิเคราะห์ รวมไปถึงการวางแผนกลยุทธ์ จนเอาชนะคนจริงๆ ได้ และนั่นก็คงเป็นไอเดียของนักพัฒนาที่คงอยากจะให้ AI อยู่ในสถานะที่คิดได้อย่างลึกล้ำได้ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อาทิ โลจิสติกส์ การแพทย์ การบริการ ธนาคาร อีคอมเมิร์ซ และอื่นๆ

ฉะนั้น นี่จึงถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่มนุษย์ทุกคน รวมถึงผู้ดำเนินธุรกิจยุคใหม่ อาจจะต้องตระหนักถึงบทบาทของ AI อย่างจริงจัง เพราะแม้แต่ Jeff Bezos เจ้าพ่อคอมเมิร์ซ CEO แห่ง AMAZON ก็ยังบอกว่า…ยุคนี้คือยุคทองของ AI ซึ่งคนระดับเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกกล้าพูดเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ทำไม Jeff ถึงกล้าพูดเช่นนี้ เพราะถ้าลองตามคำพูดบนหน้าสื่อต่างๆ จะเห็นเลยว่า ตัว Jeff เองเป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงและเลือกข้าง AI อยู่เสมอ เพราะเขามองเห็นถึงประโยชน์ของเจ้าปัญญาประดิษฐ์แบบเห็นชัด ถึงขั้นมองว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นอารยธรรมใหม่และการก้าวไปสู่ยุคเฟื่องฟูของเทคโนโลยี

…และด้วยความเชื่อนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะนำ AI เข้ามามีส่วนอย่างมากในธุรกิจของ Amazon ทั้ง Alexa ระบบซอฟแวร์ควบคุมการสั่งการด้วยเสียง และ Prime Air Delivery Drone บริการจัดส่งของทางอากาศที่ หรือแม้แต่โครงการใหม่ๆ ของ AI ที่เกี่ยวกับวิเคราะห์ Big data เพื่อติดตามพฤติกรรมของลูกค้าแบบ Real Time ซึ่งเขามองว่านี่เป็นการพัฒนาที่สุดยอด ซึ่งช่วยปรับปรุงการทำงานในการจัดการสินค้าและบริการอื่นๆ และในอนาคตเอง Amazon ก็จะมีโครงการอีกมากมายที่ทำงานร่วมกับ AI มากขึ้นด้วย

…อันที่จริงแล้ว มุมคิดเกี่ยวกับ AI เกิดขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศและรวมถึงบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างแดน และขณะนี้บริษัททั่วโลกกว่า 56% ได้โหมการลงทุนด้าน AI อย่างหนัก ยกตัวอย่าง

  • Apple ได้เริ่มลงทุนในโครงการ Virtual Assistant
  • Facebook กับการลงทุนเปิด AI Lab 3 แห่ง และเพิ่งตั้ง Lab ใหม่ในปารีส
  • Google ทุ่มซื้อบริษัท AI Startup หลายบริษัท เพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น แปลภาษา, อ่านภาษา, แปลความหมายจากภาพ, การจัดอันดับ Ranking, การพยากรณ์อนาคตในด้านต่างๆ

 

อย่างไรเสีย ก็ยังมีหลายคนที่กลัว AI?  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2055 หรือในอีก 38 ปีนับจากนี้ AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ไปกว่า 50% และหากมนุษย์ปรับตัวไม่ทันก็จะอยู่ในสภาวะคนตกงานหรือไม่มีงานทำ

แต่ถ้าลองมองกลับกัน AI ในปัจจุบันก็มีหลายบริษัทที่สามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลได้จากการใช้พนักงานไม่กี่คนเพราะพวกเขาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยลดต้นทุน มีคุณประโยชน์ที่เห็นชัดอยู่มาก โดยรายงานจาก Forbes เผยว่าองค์กรที่ใช้ AI ช่วยงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 39% และลดต้นทุนลงได้ถึง 37%

ดังนั้น ถ้าไม่นำแนวคิดแบบหนังไซไฟ หรือ โอเว่อร์แอคติ้งแบบหนังล้ำๆ ที่มาโชว์กันแล้ว ต่อจากนี้ไป เราอาจจะได้เห็นบทบาทของ AI ในการเป็นผู้ช่วยธุรกิจต่างๆ ในอนาคตอันใกล้ภายใต้ประโยชน์ต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ลดทอนเวลาที่ไม่จำเป็น ลองคิดดูว่าหากคนหนึ่งคนต้องใช้เวลานานๆ ในการประสานงานและควบคุมงาน เช่น Call Center ซึ่งคุณจะต้องใช้และเสียเวลาในแต่ละวันกับการรอพูดคุยและรับสายกับปัญหาเดิมๆ หน้างาน แต่ถ้าคุณมอบภารกิจนี้ให้ AI มาบริหารจัดการได้อัตโนมัติ ก็จะลดเวลาที่ใช้เกินความจำเป็นกับบางเรื่องออกไป มันจะวิเศษแค่ไหน

บริหารข้อมูลมหาศาล ตอนนี้มีข้อมูลจำนวนมากกำลังเพิ่มขึ้นในปริมาณที่มากจนเกินความสิ้นสุด หรือที่รู้จักกันในคำว่า Big Data คุณคงต้องการ AI อย่างแรง เพราะนี่คือคำตอบของปัญหาที่จะช่วยจัดการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพราะมันสามารถแปลงข้อมูลเชิงลึกออกมาในแบบที่เข้าใจได้ง่ายนั่นเอง

ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการผลิตของในจำนวนมากๆ หรือต้องวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล การนำ AI มาใช้ จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มยอดขายได้มากกว่าเดิม ไม่ต้องเสียงบในการลงทุนด้านอื่นๆ ในการที่จะเพิ่มสินค้าหรือบริการ

เติมเต็มสเกลการขายดียิ่งขึ้น อย่างที่รู้กันว่า CRM คือองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในธุรกิจ แต่แน่นอนว่ามนุษย์อย่างเราๆ ก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีแล้ว แต่จะดีกว่าไหมถ้ามี AI มาช่วยมาช่วยจัดการข้อมูลให้วิเคราะห์ปัญหาที่อาจส่งผลกระทบกับการขาย เช่น ข่าว สถิติต่างๆ เป็นต้น

        รู้ใจผู้บริโภค ปัญญาประดิษฐ์สร้างมาเพื่อวิเคราะห์และเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์เรา คอยบันทึกจดจำว่าแต่ละคนชอบอะไร ทำอะไรเป็นประจำ ถ้านึกไม่ออกลองดูอย่าง Facebook จะสังเกตว่าเวลาที่เราไปติดตามคอนเท้นต์ประเภทใดบ่อยๆ หน้า Facebook ก็จะมีการแนะนำเพจที่คล้ายกันขึ้นมา ตามความสนใจของเรา ซึ่งนั่นเป็นการตอบโจทย์ Customer Experience ของเรา

อุดรอยรั่วที่ Manual Platform ทำไม่ได้

ปัจจุบันนี้ มีการนำ AI เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมบางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถจัดการได้หรือทำได้ไม่ดีและผิดพลาดบ่อยๆ

Alexa คือ AI ที่อยากหยิบยกมาให้เห็นภาพชัดๆ ในฐานะของ AI ที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ โดยหน้าตาของมันมีหลากหลายรูปทรงถูกสร้างและพัฒนาขึ้นจาก Amazon บริษัทอีคอมเมิร์ซขนาดยักษ์จากสหรัฐอเมริกา และล่าสุดบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง ‘เเสนสิริ’ นำปัญญาประดิษฐ์ชื่อดังอย่าง Alexa มาพัฒนาต่อยอด ให้พูดคุยภาษาไทยได้ แล้วเรียกมันว่า AI Box ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่สามารถรองรับการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้

Alexa หรือ AI Box มีความสามารถหลากหลาย เช่น Home Services คอยเช็กพัสดุ ตรวจสอบยอดค่าน้ำ สถานะการจองและการใช้งานห้องส่วนกลางของคอนโดมิเนียม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโครงการ เช่น การจองห้องโยคะและ Home Automation คอยให้ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เช่น สรุปข่าวรายวัน พยากรณ์อากาศ เช็กสภาพการจราจร คำนวณเวลาในการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เราสามารถสั่งให้ช่วยเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ ม่านไฟฟ้า เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ และยังมีความบันเทิงอื่นๆ สามารถฟังเพลงไทย รับคลื่นวิทยุ รวมถึงให้มันติดต่อไปยังหุ่นยนต์บริการจัดส่งพัสดุภายในคอนโดมิเนียม ที่สามารถนำสิ่งของมาส่งได้ถึงหน้าห้อง ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ใช้แอปพลิเคชันให้สามารถจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกเวลาจากทุกสถานที่ เพื่อความสะดวกสบายและตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุคดิจิทัล

หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า “ดินสอ” เป็นหุ่นยนต์เชื้อสายไทยแท้ ที่ถูกพัฒนามาให้เป็นพนักงานเสิร์ฟ อยู่ในร้านสุกี้ชื่อดังอย่าง MK แถมยังถูกพัฒนาต่อยอดให้เป็นหุ่นยต์ที่ไว้ใช้ดูแลผู้ป่วย สามารถคอยตรวจเช็คการเต้นของหัวใจหรือมองเห็นเวลาผู้ป่วยลุกออกจากเตียง และส่งข้อมูลไปให้ญาติของผู้ป่วยได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยและคนไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับการเข้ามาของ AI หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่พร้อมจะตอบโจทย์การลดภาระงานบางอย่างหรือแม้แต่การเข้ามาทดแทนกำลังคนในบางส่วนเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

AI กับการสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ด้วยความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีของ Artificial Intelligence นั่นทำให้นักวิจัยของมหาวิทยาลัยพลีมัท (Plymouth University) ได้นำ Artificial Neural Networks (ANNs) มาจำแนกประเภทของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหรือ Exoplanet ออกเป็น 5 ประเภทเพื่อตามหาดาวดวงที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งผลงานนี้อาจะถูกใช้สำหรับภารกิจสำรวจนอกระบบสุริยะในอนาคต โดย ANNs เป็นระบบที่พยายามจะเลียนแบบวิธีการเรียนรู้ของสมองมนุษย์ โดยมันถูกใช้ใน Machine Learning และสามารถจำแนกรูปแบบที่ซับซ้อนเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะสามารถประมวลผลได้ด้วยซ้ำ ซึ่งมันจะจำแนกดาวเคราะห์ออกโดยอิงตามดวงที่มีความคล้ายกับโลกในปัจจุบัน โลกในอดีต (นานมากๆ) ดาวอังคาร ดาวศุกร์ หรือแม้แต่ดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ ซึ่งดาวพวกนี้เป็นดาวที่มีส่วนประกอบเป็นหิน มีชั้นบรรยากาศ และที่สำคัญคือเป็นกลุ่มดาวที่คาดการณ์ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

นี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของ AI ที่ถูกนำมาปรับประยุกต์กับทั้งการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจที่ต้องบอกว่ามนุษย์เราอาจจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป

 

AI ผู้ช่วยหรือผู้ทำลาย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของ AI ตามมุมมองของนักประดิษฐ์นั้น ดูจะมีความทะยานอยากที่จะให้ AI มีความคิดและพัฒนาตนเองได้ พอๆ กับหุ่นยนต์ของ Skynet ในหนังไซไฟเรื่อง Terminator ที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ที่คิดเองเออเองได้หมด และหากมันเป็นเช่นนั้นได้ ก็จะเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของนักพัฒนา แม้มันจะเป็นภาระหนักอึ้งของมวลมนุษยชาติในอนาคตก็ช่างหัวปะไร

แน่นอนว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีคนที่ออกมาพูดคัดค้านถึงการพัฒนาแบบสุดโต่งอยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ ‘Elon Musk’ ซึ่งเคยทวีตเกี่ยวกับภัยคุกคามจาก AI ในวันข้างหน้าตั้งแต่ปี 2014 หลังจากเขาได้อ่านหนังสือ Superintelligence ที่เขียนโดย Nick Bostrom ที่ระบุกว่า “ภัยร้ายจากนิวเคลียส์ที่ล้างบางทุกสิ่งได้ในไม่กี่วินาที อาจจะไม่น่ากลัวเท่า AI ที่มีวิวัฒนาการเฉลียวฉลาดเหนือมนุษย์ เพราะหากพิจารณาถึงหลายเหตุการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมาก็เป็นเสมือนสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า AI ทรานส์ฟอร์มไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันคนได้อย่างไร้รอยต่อ เราไม่รู้สึกถึงการมาของมันด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมโฆษณา อุตสาหกรรมการออกแบบ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์ไอทีหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ฯลฯ จนมีประเด็นพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้งว่า หุ่นยนต์จะแย่งงานมนุษย์”

แน่นอนว่า ในโลกอีกกี่ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็คงเดาได้ยาก ซึ่งทางไมโครซอฟท์ก็เคยวิเคราะห์ไว้ว่า ตอนนี้หลายๆ บริษัทมีแนวคิดจะนำ AI เข้ามาสนับสนุนกระบวนการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2563 อาจจะมีองค์กรถึง 85% ที่นำ AI มาประยุกต์ใช้งานอีกด้วย โดยหนึ่งในนั้นจะเป็นการโรบอทและ AI มาติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จนอาจคิดเป็นอัตราส่วนถึง 95% ของการสนทนากับลูกค้าในปี 2568

ขณะเดียวกัน ความต้องการของประเทศไทยในเรื่องดังกล่าว ก็ไม่แตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการหลายราย เริ่มให้ความสำคัญกับ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจแล้วเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคของการเงินการธนาคาร ประกัน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และระบบขนส่ง หรือแทบจะทุกภาคอุตสาหกรรมที่ AI เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานขององค์กรตัวเอง ส่วนการแทรกตัวของ AI จะไปหวยตกอยู่ที่ส่วนงานไหน ก็ต้องรอลุ้นใจผู้ประกอบการกันดูเอาเอง

อย่างไรเสีย ในขาวมีดำ ในบวกมีลบ อยู่เราจะมองว่าและใช้เทคโนโลยีข้ออ้างที่มาทำอะไร มาล้างบางสิ่งเก่า หรือมาเสริมสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยที่ยังมีคนเป็นห่วงโซ่สำคัญอยู่?

แต่อย่างน้อยๆ เราคงพูดได้อย่างมั่นใจว่า AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอีกแล้ว แต่กำลังเป็นตัวแปรใหม่ของยุคดิจิทัลทรานวฟอร์เมชั่น ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตและภาคธุรกิจได้อย่างเต็มเหนี่ยมในไม่ช้า เพราะถ้าขนาด Jeff Bezos CEO Amazon ยังบอกเลยว่า… “ยุคนี้คือยุคทองของ AI” หรือแม้แต่ Elon Musk ที่แม้จะทำตัวเหมือนค้านประเด็นเรื่อง AI แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธได้ยากว่ารถยนต์ Tesla ของเขา ก็มีการประยุกต์ AI เข้าไปในระบบขับขี่อัตโนมัติไปแล้วไม่น้อย และถึงขั้นพูดเลยว่าพวงมาลัยจะไม่มีผลต่อไปในอนาคตอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเพียงพอให้เราต้องคิดรับมือกับ AI ที่กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ

แล้วคุณจะมอง AI ในเชิง “ปล่อยปละ” หรือ “รับมือ” กันดี?

ขอทิ้งเป็นคำถามปลายเปิดไว้แล้วกัน…

 

 

Did you know?

ข้อแตกต่างระหว่าง IoT กับ AI

IoT (Internet of Things)

IoT ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันบ่อยๆ มักจะมาในรูปแบบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัวของเรานั่นเอง หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นความหมายในตัวของมันว่า IoT คือ การที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถทำงานเชื่อมต่อกันอย่างอัจฉริยะผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนและเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ยกตัวอย่างเช่น

  • การเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ โดยตรวจจับความมืดและความสว่าง
  • รถยนต์คุยกัน หากรถยนต์มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น รถยนต์ก็สามารถแจ้งเตือนผู้ขับขี่ให้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นได้ หรือถ้าล้ำไปอีก ในกรณีที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ก็จะหลบหลีกเส้นทางที่มีอุบัติเหตุอัตโนมัติ
  • การตรวจจับพยากรณ์อากาศ เช่น ราวตากผ้าอัจฉริยะ ที่สามารถรับรู้ข้อมูลพยากรณ์อากาศ หากมีฝนตก ราวตากผ้าจะทำการเคลื่อนที่ไปยังที่ร่มทันที
  • กล้อง CCTV ที่สามารถตรวจจับสิ่งผิดปกติได้ ถึงแม้จะอยู่ในที่มืด เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ระบบก็จะส่งข้อมูลไปยังสมาร์ทโฟน เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ

การทำงานของ IoT ต้องทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์หรือ RFID ที่เปรียบเหมือนสมองสั่งการให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ และต้องผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

 

AI (Artificial Intelligence) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์

         ในภาษาไทยเราเรียก AI ว่าปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ถ้าใครเคยชมภาพยนต์เรื่อง Iron Man ก็คงจะเห็น Javis ที่เป็นคอมพิวเตอร์ผู้ช่วยของ Tony Stark เจ้าสิ่งนั้นก็เรียกว่า AI เช่นกัน ซึ่ง AI จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาตนเองให้ฉลาดขึ้น จำลองให้ฉลาดเทียบเท่ากับสมองมนุษย์มากที่สุด ซึ่งบางครั้งอาจจะฉลาดกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น

  • ผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียง เช่น Apple Siri ใน iOS, Google Assistant, Amazon Alexa, Microsoft Cortana รวมถึง LINE Clova เป็นต้น สามารถโต้ตอบ จดจำและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้
  • ทางด้านการแพทย์ มีการพัฒนา AI มาช่วยในการวิเคราะห์การรักษาโรงมะเร็ง โดยวินิจฉัยและเอ็กซเรย์โรคมะเร็งปอด ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น
  • ธุรกิจธนาคารที่ใช้หุ่นยนต์ AI ในการตอบคำถามหรือให้คำปรึกษากับลูกค้า โดยวิเคราะห์จากข้อมูลพฤติกรรมกับโต้ตอบของลูกค้า และช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง

 

…………………………………………………………………………….

6 เทรนด์ AI เขย่าโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่

  1. ระบบเรียนรู้ข้อมูลและทำนายข้อมูลด้วยตัวเอง
  2. อุปกรณ์พิเศษเพื่อการประมวลผลเฉพาะทางสำหรับ AI (ฮาร์ดแวร์ที่มีหน่วยประมวลผลมหาศาล)
  3. เทคโนโลยีเพื่อช่วยตัดสินใจเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย
  4. 4. รู้จักภาษาที่มนุษย์ใช้ ด้วยระบบประมวลภาษาธรรมชาติที่แม่นยำขึ้น
  5. ตอบโต้ด้วยเสียง จากระบบรู้จำและสังเคราะห์เสียงพูด
  6. หุ่นยนต์ที่ทดแทนมนุษย์ เช่น พนักงานต้อนรับ พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย

 

Comments
จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา
บรรณาธิการ นิตยสาร B-Connect อดีตบรรณาธิการนิตยสารการตลาดอีกหลายเล่มในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
Top