You are here
Home > Business Leisure > Top Story > 1 ทศวรรษ BNI Thailand

1 ทศวรรษ BNI Thailand

By : จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา

BNI เป็นองค์กรการตลาด ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายของพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก และบทบาทของ ‘การเชื่อมโยง’ เครือข่ายมิใช่แค่การผูกมิตรเท่านั้น หากแต่เป็นการเชื่อมโยงเพื่อต่อยอด ด้วยการแนะนำธุรกิจทั้ง ‘ให้–รับ’ ระหว่างพันธมิตรที่เรียกว่า กลยุทธ์ Referral Marketing ที่เป็นระบบชัดเจน (Systematic Referral) และช่วยให้พันธมิตรในเครือข่ายวางเป้าหมายและหายุทธวิธีสู่ชัยชนะได้ แตกต่างกับการแนะนำกันเองในกลุ่มเครือข่ายหรือกลุ่มเพื่อนฝูงตามธรรมชาติที่เรียกว่า Organic Referral

สำหรับประเทศไทย BNI ก่อตั้งได้ครบ 1 ทศวรรษแล้ว โดย คุณกลกิตต์ เถลิงนวชาติ ประธานอำนวยการ BNI ประเทศไทย นักการตลาดที่คร่ำหวอดมาจากหลายวงการและสามารถสร้างยอดธุรกิจได้หลักพันล้านบาท การลำเลียงเรื่องราวของคุณกลกิตต์ เกี่ยวกับ BNI ในแง่มุมต่างๆ จึงนับว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะมุมมองของเขาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ตลอดจนการนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันและโลกธุรกิจ รวมทั้งการวางเป้าหมายและผลงานที่ผ่านมาของ BNI ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

แนวพระราชดำริเพื่อความยั่งยืน
‘เศรษฐกิจพอเพียง–ความเพียร–การให้’

การก่อตั้ง BNI ประเทศไทยที่ผ่านมาเลยจนครบ 1 ทศวรรษนั้น แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คุณกลกิตต์ เถลิงนวชาติ ประธานอำนวยการ BNI ประเทศไทย ยอมรับว่า ตนเองต้องผจญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยและล้า และบางครั้งก็หมดกำลังใจที่จะทำ BNI ให้สำเร็จ แต่แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาบากบั่นจนสำเร็จคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเป็นแบบอย่างให้กับพสกนิกรของพระองค์

“ทุกๆ ครั้งที่คิดจะเลิกผมก็นึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงงานหนักกว่าผมมากมาย ผมจะยอมแพ้เพียงแค่นี้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในตอนนั้นหรือ แล้วทุกครั้งที่คิดถึงพระองค์ท่านก็จะนึกถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านที่มีพระเสโทไหล ผมก็จะรู้สึกเหมือนได้รับพลังและกำลังใจในการทำสิ่งดีๆ ต่อไป นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องความเพียรที่ผมน้อมนำมาใช้อยู่จนทุกวันนี้ ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุด คือความอดทน คือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง”

ให้สำเร็จ กับหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผมเคยสงสัยว่า ทำไมพระองค์ท่านทรงงานเยอะมาก การเป็นพระมหากษัตริย์นั้นต้องทรงงานหนักมากจริงๆ และทรงมีความมุ่งมั่น วิริยะอุตสาหะ ถ้าหากทรงทำอะไรจะทรงทำอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ที่สำคัญ ท่านทรงงานอย่างหนักทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล”

นอกจากความเพียรแล้ว แนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นสิ่งที่คุณกลกิตต์น้อมนำมาใช้ ทั้งในชีวิตประจำวัน และการนำมาปรับใช้ในโลกธุรกิจ

“ผมเชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เริ่มต้นจากความพอดีของตัวเราเองก่อน ผมเองไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ผมเป็นคนที่ใช้ของที่มีอยู่นานมาก ไม่ค่อยเปลี่ยนบ่อย ก่อนที่จะเปลี่ยนจะถามตนเองเสมอว่า จำเป็นที่จะต้องซื้อหรือเปล่า ของเดิมยังใช้ได้หรือไม่ หากต้องซื้อมันจะเบียดเบียนให้ใครเดือดร้อนหรือไม่ แล้วเราได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งนั้น เมื่อเรามีความพอเพียงกับตัวเองได้ เราก็จะมีเงินเก็บเพื่อนำไปใช้ในการลงทุนหรือดูแลผู้อื่นต่อไป ในยุคนี้คนไทยมีหนี้สินมากขึ้น ดังนั้น เราควรต้องเน้นเรื่องความพอเพียงให้มากขึ้น

ในส่วนของการทำงานและการลงทุน ผมก็จะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการกำหนดทิศทางในการเติบโตและการทำงานของบริษัท เช่น การกำหนดเป้าหมาย เป้าหมายที่กำหนดจะต้องดูจากปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ดูจากปัจจุบัน หมายถึง รายได้และรายจ่ายของบริษัทว่า เพียงพอต่อการดูแลพนักงานหรือไม่ และการให้บริการต่อลูกค้าหรือไม่ ถ้าหากต้องกู้ เรามีความสามารถที่จะผ่อนหรือชำระคืนหรือไม่ ถ้าเราต้องกู้ จำนวนลูกค้าเราต้องมีมากแค่ไหนถึงเพียงพอต่อภาระหนี้ แล้วระบบที่มีเพียงพอต่อการทำงานในปัจจุบันหรือไม่ ฯลฯ

ดูจากอนาคต หมายถึง ตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การแข่งขันสูงขึ้นหรือไม่ ระบบและทีมงานเรามีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการแข่งขันในอนาคตหรือไม่ เราต้องมีการพัฒนาทีมงานในด้านใดบ้าง ต้องมีการเพิ่มพนักงานกี่คน ฯลฯ

ในอีก 5 ปีข้างหน้าผมวางแผนการเติบโตของ BNI โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถดูแลกลุ่มปัจจุบันและสามารถขยายเครือข่ายผู้ประกอบการไปยังจังหวัดใหม่ๆ ให้ BNI ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างน้อย 17,500 ราย เพราะการเติบโตของบีเอ็นไอในวันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยและเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในท้องถิ่น ทุกๆ จังหวัด มากขึ้น เมื่อเรามีแผนงานที่พอเพียง ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจุบัน แต่ดูไปถึงอนาคต ธุรกิจจะมีแผนการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น”

การดำเนินงานของ BNI สอดคล้องกับแนวพระดำริที่มุ่งให้พสกนิกรของพระองค์ท่านเป็นผู้ให้ สิ่งสำคัญที่ผมเลือกทำ BNI เพราะ BNI มีหลักปรัชญาคือ Givers Gain ที่สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทที่ว่า “คนเราจะต้องรับและจะต้องให้-คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วย เมื่อรับสิ่งของใดมาก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติ ประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วยด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้”

ผมเชื่อว่า เมื่อทุกๆ คนเริ่มคิดถึงว่า เราจะช่วยเหลือเพื่อนๆ เราได้อย่างไร แทนที่จะคิดถึงตัวเองก่อน จะมีคนอีกหลายคนคิดที่จะช่วยเหลือเรากลับมา แม้ในโลกของการแข่งขันในปัจจุบันนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดถึงตัวเองก่อน และก็ติดอยู่กับปัญหาตัวเอง เพราะอยู่ในโลกที่ขาดแคลนหรือไม่พอ แต่ใน BNI เราเน้นในแต่ละสัปดาห์ให้เพื่อนๆ สมาชิกมองหาโอกาสหรือคอนเนคชั่นใหม่ๆ ที่ตรงกับธุรกิจของเพื่อน สำหรับการช่วยมองหาโอกาสให้กับเพื่อนๆ ได้นั้นต้องเข้าใจธุรกิจของเพื่อนมากขึ้น ดังนั้น ทุกๆ คนจึงต้องมีความพยายามในการทำความรู้จักธุรกิจของเพื่อน ขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามที่จะให้ความรู้ในธุรกิจของตนเองแก่เพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ โอกาสที่ให้กับเพื่อนๆ นั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด เพราะเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างกันและกัน เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่น ผู้อื่นก็จะช่วยเหลือเราเช่นกัน

ผมและทีมงานรู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดในประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองพระราชดำรัสและพระราชดำริของพระองค์ท่านและสร้างสังคมแห่งการให้เพื่อประเทศไทย”

BNI ประเทศไทยเดินทางมาถึงวันนี้ครบ 1 ทศวรรษแล้ว อยากให้คุณกลกิตต์ฉายภาพในเบื้องต้นว่า BNI คืออะไร และสร้างอะไรให้กับนักธุรกิจ

ปีนี้เป็นปีที่เราฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ BNI ประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของเราในระดับหนึ่ง แม้จะยังมีเจ้าของกิจการอีกหลายๆ คนที่ยังไม่รู้จัก BNI ก็ตาม หากจะให้นิยามว่า BNI คืออะไร–ก็ต้องบอกว่า BNI เป็นองค์กรการตลาดที่ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการที่จะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้น ผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ (Connection) ของสมาชิก ด้วยการช่วยการแนะนำลูกค้าใหม่ๆ หรือแนะนำธุรกิจ หรือโอกาสให้กับสมาชิกในกลุ่มของตนเอง ซึ่งที่ BNI เรียกว่า Chapter เพื่อจะทำให้ธุรกิจของสมาชิกเติบโตมากยิ่งขึ้น

นอกจากโอกาสเติบโตทางธุรกิจ BNI ติดอาวุธอะไรให้กับสมาชิก เพื่อเตรียมพร้อมในสนามธุรกิจบ้างหรือไม่

ต้องบอกว่า BNI ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการแนะนำตัว การเข้าสังคม การวางแผนธุรกิจ ระบบการทำงานเป็นทีม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ BNI ยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจของผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศ เพราะ BNI มีมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และมีเครือข่ายผู้ประกอบการมากกว่า 2 แสนราย ซึ่งตรงนี้แหละที่สมาชิก BNI จะสามารถใช้ Connection ของ BNI ในต่างประเทศทำให้ธุรกิจตัวเองและธุรกิจในท้องถิ่นไปยังธุรกิจระดับนานาชาติได้

ยิ่งกว่านั้น เรายังให้ระบบการบริหารจัดการ ระบบการพัฒนาผู้นำในการบริหารกลุ่ม ในการเป็นประธาน รองประธาน เลขานุการ เพื่อให้ผู้ประกอบการในระดับเจ้าของธุรกิจสามารถทำงานร่วมกัน สามัคคีกัน เพื่อช่วยให้กลุ่มเติบโตอย่างยั่งยืน นี่คือระบบที่ BNI เราให้กับผู้ประกอบการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ BNI หรือไม่

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา BNI ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เรามาถึงจุดที่ก้าวข้าม 1,000 ผู้ประกอบการแล้ว โดยในเดือนนี้เรามีผู้ประกอบการกว่า 1,300 ราย และเราได้สร้างยอดธุรกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

BNI ประเทศไทยเดินทางมาถึงวันนี้ครบ 1 ทศวรรษแล้ว อยากให้คุณกลกิตต์ฉายภาพในเบื้องต้นว่า BNI คืออะไร และสร้างอะไรให้กับนักธุรกิจ

ปีนี้เป็นปีที่เราฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ BNI ประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของเราในระดับหนึ่ง แม้จะยังมีเจ้าของกิจการอีกหลายๆ คนที่ยังไม่รู้จัก BNI ก็ตาม

หากจะให้นิยามว่า BNI คืออะไร–ก็ต้องบอกว่า BNI เป็นองค์กรการตลาดที่ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการที่จะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้น ผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ (Connection) ของสมาชิก ด้วยการช่วยการแนะนำลูกค้าใหม่ๆ หรือแนะนำธุรกิจ หรือโอกาสให้กับสมาชิกในกลุ่มของตนเอง ซึ่งที่ BNI เรียกว่า Chapter เพื่อจะทำให้ธุรกิจของสมาชิกเติบโตมากยิ่งขึ้น

นอกจากโอกาสเติบโตทางธุรกิจ BNI ติดอาวุธอะไรให้กับสมาชิก เพื่อเตรียมพร้อมในสนามธุรกิจบ้างหรือไม่

ต้องบอกว่า BNI ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการแนะนำตัว การเข้าสังคม การวางแผนธุรกิจ ระบบการทำงานเป็นทีม เพื่อช่วยให้
ผู้ประกอบการสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ BNI ยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจของผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศ เพราะ BNI มีมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และมีเครือข่ายผู้ประกอบการมากกว่า 2 แสนราย ซึ่งตรงนี้แหละที่สมาชิก BNI จะสามารถใช้ Connection ของ BNI ในต่างประเทศทำให้ธุรกิจตัวเองและธุรกิจในท้องถิ่นไปยังธุรกิจระดับนานาชาติได้

ยิ่งกว่านั้น เรายังให้ระบบการบริหารจัดการ ระบบการพัฒนาผู้นำในการบริหารกลุ่ม ในการเป็นประธาน รองประธาน เลขานุการ เพื่อให้ผู้ประกอบการในระดับเจ้าของธุรกิจสามารถทำงานร่วมกัน สามัคคีกัน เพื่อช่วยให้กลุ่มเติบโตอย่างยั่งยืน นี่คือระบบที่ BNI เราให้กับผู้ประกอบการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ BNI หรือไม่

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา BNI ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เรามาถึงจุดที่ก้าวข้าม 1,000 ผู้ประกอบการแล้ว โดยในเดือนนี้เรามีผู้ประกอบการกว่า 1,300 ราย และเราได้สร้างยอดธุรกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เพียงแค่ปีที่ผ่านมาปีเดียวเราได้สร้างมูลค่าธุรกิจให้กับผู้ประกอบการถึง 3,400 ล้านบาท และในปีที่ฉลองครบรอบ 10 ปี เพียง 7 เดือน เราทำยอดให้ผู้ประกอบการถึง 3,200 กว่าล้านบาท ปีนี้เราตั้งเป้าไว้ว่าเราจะถึงจุดที่ 5,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะแตะครึ่งหนึ่งของ 10,000 ล้านบาท

เป้าหมายที่รุกต่อไปในระยะยาวคืออะไร

จากตรงนี้ไปสู่อนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าของ BNI ประเทศไทย เราต้องการขาย BNI ไปยังต่างจังหวัด ท้องถิ่นต่างๆ เพราะวันนี้ ผู้ประกอบการระดับท้องถิ่นมีสินค้า มีไอเดียดีๆ มีนวัตกรรมดีๆ มีสินค้าท้องถิ่นดีๆ แต่ยังขาดด้านการตลาด ขาด Connection ที่จะทำให้ธุรกิจของเขาเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศ หรือทำตลาดในประเทศที่เขาต้องการสินค้าเรา เพียงเพราะเขาไม่รู้ว่า เรามีสินค้านั้นๆ อยู่ในจังหวัดของเรา

ยกตัวอย่างเช่น ในเชียงใหม่ เราอาจจะมีสินค้าหัตถกรรมดีๆ ผ้าไหม หรือสินค้าท้องถิ่นดีๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวไปภูเก็ตมากขึ้น ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเอาสินค้าในจังหวัดเชียงใหม่มาทำการตลาดที่ภูเก็ตได้และเชื่อมโยงให้เกิดการขยายโอกาสให้กับด้านเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่น จะทำให้ธุรกิจในประเทศไทยรวมถึงผู้ประกอบการเองมีรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด นั่นก็จะเป็นสิ่งที่เราจะทำในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการเชิญผู้ประกอบการจากต่างประเทศ อาทิ จากจีน ฮ่องกง มาเลเซีย และประเทศแถบเอเชียมาที่เมืองไทย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเราได้จัดงานยิ่งใหญ่มาก โดยมี 500 ผู้ประกอบการในประเทศไทยและต่างชาติ เพื่อจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และทำให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสรู้จักเจ้าของธุรกิจในฮ่องกง ประเทศจีน และในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งทำให้สินค้าไทยสามารถเปิดตลาดไปในต่างประเทศได้ อีกทั้งมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ มีอาหาร รูปแบบของสินค้าต่างๆ ที่ต่างประเทศสนใจ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ประกอบการจากฮ่องกงหลังจากกลับจากประเทศไทยก็ส่งอีเมลกลับมาว่า อยากได้สินค้าที่เป็นพรีเมียม สินค้าหัตถกรรมแบบนี้มีใครทำที่เมืองไทยหรือไม่

ตรงนี้แหละที่จะบอกว่า เรายินดีมากที่จะสนับสนุนให้สินค้าไทยมีโอกาสไปยังต่างประเทศ เพื่อทำให้เขาเติบโตและมีความสุขขึ้น

ด้วยหลักการของ BNI ที่ต้องการสร้าง….หรือ Power of Dimension เพื่อให้สมาชิกเข้ามาเรียนรู้แบ่งปันประสบการณ์ และจับคู่ธุรกิจนั้นมีประโยชน์อย่างไร

ในสิ่งที่ BNI ทำ เราเชื่อว่าพลังของ Connection สามารถเปลี่ยนแปลงความฝันไปสู่ความเป็นจริง หรือโอกาสทางด้านธุรกิจได้

ระบบของ BNI เป็นระบบที่ให้ผู้ประกอบการได้ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ไปเยี่ยมโรงงาน เยี่ยมบริษัท เยี่ยมสำนักงาน เพื่อให้เข้าใจว่า เพื่อนเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ตัวเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร เรามีวิธีการในการทำการตลาดอย่างไรที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโต เมื่อเพื่อนเราได้เรียนรู้ความคิด หรือกลยุทธ์แบบนั้นแล้ว มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า ย่อมจะทำให้เพิ่มพูนองค์ความรู้ของธุรกิจ หรือเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการทำธุรกิจแตกขยายออกไปมากขึ้น ไมใช่เพียงแค่การทำการตลาดแบบเดิมๆ ในอุตสาหกรรมที่เขาทำอยู่ แต่จะเปิดมุมมองใหม่ๆ กลยุทธ์ใหม่ๆ ที่เพื่อนเราที่อยู่นอกอุตสาหกรรม หรือต่างธุรกิจใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ และเป็นประโยชน์ผู้ประกอบการอื่นๆ ที่จะเอากลยุทธ์เหล่านั้นมาปรับใช้ในการทำธุรกิจของเขาเอง

นอกจากนี้ เรายังมีวิธีคัดผู้ประกอบธุรกิจ พร้อมกับการบอกกับคนเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาก่อนเป็นสมาชิกว่า การเข้ามาใน BNI จะต้องมีเงื่อนไข กฎ กติกา มารยาทในการอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เพราะเราเชื่อว่า เมื่อผู้ประกอบการมีความรู้จะทำให้เขามีโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตขึ้นและต่อยอดทางธุรกิจได้ อีกทั้งจะทำให้เขาเองเข้าใจระบบและก้าวสู่ความสำเร็จของเขาได้

เรามีดัชนีชี้วัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เพียงให้ความรู้และมาพบปะเพื่อจับคู่ทางธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังมีดัชนีชี้วัดในระดับกลุ่มว่า ตอนนี้สุขภาพของกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง การบริหารของทีมงานผู้บริหาร ไม่ว่าประธาน รองประธาน เลขา เป็นอย่างไร ระดับผู้บริหารของกลุ่มได้ช่วยพัฒนากลุ่มหรือช่วยนำพากลุ่มไปสู่วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายของกลุ่มในแต่ละกลุ่มตามเป้าหมายของกลุ่มหรือไม่

นอกเหนือจากนั้น เรายังมีดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า Member Traffic Life เป็นดัชนีชี้วัดสมาชิกผู้ประกอบการรายบุคคล เพื่อให้เรารู้ว่า สุขภาพของเขาดีหรือไม่ มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรหรือไม่ อะไรควรต้องพัฒนา และนั่นเป็นตัวที่จะทำให้เราพัฒนาเขาได้อย่างยั่งยืนเป็นรายบุคคล และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวผู้ประกอบการเองมีมาตรฐานในการทำงานที่เป็นระบบสากลมากยิ่งขึ้น

ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กบูมการสร้างพลังแห่งเครือข่าย หรือ Connection ผ่าน BNI มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด …. เครือข่ายของ BNI มีความแน่นแฟ้นและเชื่อถือได้มากอย่างไร

แน่นอนครับ เราต้องปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เราหนีไม่พ้นโลกของดิจิทัล ฉะนั้น โซเชียลมีเดียจึงมีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คนมาก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจอย่างใหญ่หลวงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ BNI ตระหนักดีว่า การทำธุรกิจไม่สามารถอยู่ได้เพียงแค่ออฟไลน์ จึงมีการเปิดตัว BNI Connect Global ซึ่งเป็นเครือข่ายของดิจิทัลออนไลน์แบบปิด เพื่อเชื่อมโยงสมาชิก 2-3 แสนรายทั่วโลกให้สามารถพูดคุยผ่านดิจิทัลได้ สามารถส่งอีเมลติดต่อพูดคุย ปรึกษากัน ตั้งกระทู้ถามกันในกลุ่มได้ รวมถึงการแสวงหาแหล่งของสินค้า หรือแม้แต่ซัพพลายเออร์ในต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งมีลูกค้าของสมาชิกในอังกฤษเดินทางจะมาเปิดตลาดในประเทศไทยก็สามารถมองหานักกฎหมายที่ช่วยจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยได้ ตรงนี้เป็นเทรนด์ที่เราเห็นมานานและได้พัฒนามาแล้ว 3 ปี อย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากนั้นการทำการตลาดในยุคนี้ Google ได้มีการพัฒนาอัลกอริธึม (Algorithm) เพื่อทำให้การใช้ระบบต่างๆ รวมถึงเฟซบุ๊กต้องผ่านโฆษณาของเขา จึงทำให้
นักธุรกิจที่ใช้ออนไลน์อย่างเดียวจำเป็นต้องหันมามองแล้วว่า การตลาดที่ใช้ระบบออฟฟิศจะทำอย่างไร

แน่นอนว่า ระบบของเขาต้องทำให้ซับซ้อนขึ้น เพื่อให้มีรายได้จากการโฆษณา ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่ BNI จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการสมัยก่อนที่อาจจะทำการตลาดเพียงแค่ออนไลน์อย่างเดียวมีส่วนเสริมตรงนี้จากเรา เนื่องจากวันนี้ BNI มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน รวมถึงในอนาคตที่จะทำให้ธุรกิจเขาเติบโตอย่างทวีคูณไปทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั้งคู่

ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของ BNI เองก็มองว่า การทำธุรกิจในยุคต่อจากนี้ไปจะต้องมีทั้งสองอย่างทำงานร่วมกันและทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ

ปัจจุบันในยุค Thailand 4.0 ที่รัฐบาลต้องการสร้างนักรบทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BNI มองความเป็นไปได้ของ Thailand 4.0 อย่างไร

ในยุคของ Thailand 4.0 เรามองว่านี่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีทิศทางที่ดีมากและผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยไปในยุค 4.0 อยู่ที่การเพิ่มคุณค่าของธุรกิจ หรือเพิ่มมูลค่าของสินค้า ซึ่งผมและ BNI ต่างก็โฟกัสและเน้นย้ำเรื่องการพัฒนานวัตกรรม การทำงานอย่างเป็นทีม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะต่อยอดไปสู่การเพิ่มคุณค่าของธุรกิจ หรือเพิ่มมูลค่าของสินค้า

ทั้งนี้ ไม่ว่าเรื่องการทำงานเป็นทีมหรือการมองดูสินค้าของเพื่อนแต่ละคนว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถผูกกันไปได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า/ผู้บริโภคที่มีปัญหา ตลอดจนการเชื่อมโยงสินค้าของเพื่อนแต่ละคน เป็นเสมือนการต่อจิ๊กซอว์และสามารถกลายมาเป็นโซลูชั่นเพื่อทางออกให้กับลูกค้า/ผู้บริโภคได้

สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำก็คือ อย่าทำงานเพียงคนเดียว อย่าเสนองานเพียงสินค้าเราอย่างเดียว แต่จงมองว่า ลูกค้าอยากได้อะไร เราสามารถให้การแก้ปัญหาเหล่านั้นให้กับลูกค้าได้หรือไม่ ที่สำคัญ BNI เรามี Concept Power Team ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ Thailand 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก เรารณรงค์ให้ผู้ประกอบการรวมตัวกันเป็น Power Team ซึ่งแต่ละทีมจะประกอบด้วยกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน กลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกันมาจับกลุ่มกัน ให้ความรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนาวิธีการตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเดียวกันให้เขามีความสุข ให้เขาแก้ไขปัญหาได้

สิ่งที่ BNI ประเทศไทยเราเน้นคือ เรื่องการยกระดับสร้างคุณค่าและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาด้วยระบบของ BNI Connect Global

นอกจากนี้ ใน BNI เรามีสมาชิกที่ทำด้านดิจิทัล ซึ่งเขาสามารถให้ความรู้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มในเรื่องการใช้ระบบออนไลน์ เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทำให้ธุรกิจเขาลดต้นทุนให้ถูกลง รวมถึง BNI มีที่ปรึกษาทางด้าน ISO ที่สามารถให้ความรู้ในด้านวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ในอนาคต และสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ได้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ BNI ประเทศไทยพยายามที่จะดำเนินทิศทางไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลและเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องไปด้วยกันในยุคไทยแลนด์ 4.0

เมื่อมองไกลออกไปถึง AEC ผู้ประกอบการไทยจะได้อะไร

ประเด็นนี้ให้มองที่แผนที่ จะเห็นว่า ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของโลจิสติกส์ทั้งหมด ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสและสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างสะดวกแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุง รถ ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงช่วงอายุของคนที่ใช้จ่ายเงินใน AEC ที่อยู่ระหว่าง 25-60 ปี จะเห็นได้ถึงกำลังซื้อในภูมิภาคที่มีเยอะมาก ดังนั้น สินค้าที่มีโอกาสใน AEC จึงเป็นกลุ่มสินค้าสุขภาพ อาหาร ความงาม แต่ทั้งนี้ ในการทำตลาดก็ต้องมีความแตกต่างเพื่อสร้างมูลค่าและผลกำไร อีกทั้งต้องเข้าใจตลาดด้วยว่า ผู้บริโภคต้องการอะไรในแต่ละประเทศ และใช้ความชำนาญของเราไปสร้างสิ่งที่เขาต้องการที่สำคัญ อย่ามองใครเป็นคู่แข่งขัน เพราะจะทำให้เรารู้เฉพาะอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้จากคนอื่นๆ มากขึ้น นี่แหละคือสังคมและวัฒนธรรมที่เราต้องสร้าง ต้องช่วยเหลือและแบ่งปันกันเหมือนที่เราทำกันอยู่ใน BNI

นอกจากการให้ความรู้และมาพบปะเพื่อจับคู่ทางธุรกิจแล้ว เรายังมีดัชนีชี้วัดในระดับกลุ่มว่า ตอนนี้สุขภาพของกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง การบริหารของทีมงานผู้บริหารเป็นอย่างไร ระดับผู้บริหารของกลุ่มได้ช่วยพัฒนากลุ่มหรือช่วยนำพากลุ่มไปสู่วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายตามเป้าหมายของกลุ่มหรือไม่

Comments
Top