You are here
Home > Business Leisure > Top Story > ราชมงคล ธัญบุรี เน้นวิจัย สร้างนวัตกรรม ต่อยอดได้จริง

ราชมงคล ธัญบุรี เน้นวิจัย สร้างนวัตกรรม ต่อยอดได้จริง

 

การขานรับไทยแลนด์ 4.0 ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งที่เห็นผลชัดเจนและพลิกความหมายจากใครหลายคน นั่นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) คลอง 6 ปทุมธานี ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี ที่มียุทธศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ด้วยการทำงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงรุก เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในชีวิตประจำวันและในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งมุ่งตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีผลงานที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมจากการจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์และเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน

 

เน้นงานวิจัยและนวัตกรรม

รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวถึง โฟกัสเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงและตอบรับยุทธศาสตร์ชาติ ไทยแลนด์ 4.0 ว่า

“ปัจจุบันงานวิจัยและนวัตกรรมของ มทร.ธัญบุรี เน้นใหัความสำคัญกับผลงานที่แล้วเสร็จ นอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติ ปีละไม่น้อยกว่า 200 ผลงานยังได้มีการนำผลงานนวัตกรรมมายื่นขอความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกันมากขึ้นและมีผลงานที่ยื่นขอจดแล้วไม่น้อยกว่า 60 ผลงาน/ปี โดยมหาวิทยาลัยได้รับทุนจากภาครัฐและเอกชนต่อปีประมาณ 200 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเป็น 500 ล้านบาท จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เอกชนร่วมทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยมากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ ทำให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ประสบการณ์จากการทำวิจัย ขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยด้วย

ตัวอย่าง งานวิจัยยอดเยี่ยมชิ้นล่าสุดและได้รับจาก ภาคเอกชนสนใจมากๆ คือ การนำสารสกัดจากใบว่านพญายอ สมุนไพรที่คุณสมบัติรักษาผิวหน้า แผลฝีหนองมาทำเป็นพลาสเตอร์ติดภายนอกอยู่ได้ 2-3 วันและสามารถติดภายในปากได้ 24 ชม. ทั้งนี้ งานวิจัยของนักศึกษามีหลายผลงานที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง เพราะเราสนับสนุน Micro Start-up เพื่อให้นักศึกษาสามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการได้

ขณะเดียวกัน งานวิจัยและนวัตกรรมของ มทร.ธัญบุรีก็เน้นดูที่ผลลัพธ์ (Outcome Base Research) การนำไปใช้ได้จริง ทั้งภาคเอกชนและชุมชน ตลอดจนดูถึงผลกระทบต่อชุมชนสังคมหรือภาคอุตสาหกรรม และในปีนี้เราได้ผลักดันงานบริการวิชาการและวิจัยในรูปแบบ Social Engagement ด้วย”

 

เกาะ S-Curve + บูรณาการ

โฟกัสทางด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของมทร.ธัญบุรี ยังเพิ่มเติมต่อไปอีก รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มหาวิทยาลัยมีแผนที่จะทำงานด้านนี้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศทั้ง First S-Curve และ New S-Curve ทั้งสอง 10 กลุ่มของรัฐบาลด้วย”

นั่นหมายถึง การต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) ดังนี้

1)    อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next Generation Automotive)

2)    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)

3)    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical & Wellness Tourism)

4)    การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture & Biotechnolgy)

5)    อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for The Future)

 

ขณะที่ การเติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve)  ดังนี้

1)    อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)

2)    อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics)

3)    อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels & Biochemicals)

4)    อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital)

5)    อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

 

รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวถึงการต่อยอดและนวัตกรรมเพิ่มเติมว่า “เราเน้นให้คณาจารย์ทำงานร่วมกันแบบข้ามสาย เพื่อบูรณาการความรู้ทางวิชาการ เช่น คณะเกษตรทำวิจัยกับกลุ่มอาหาร เพื่อให้เป็นสมาร์ทฟาร์ม หรือกลุ่มอาหารทำงานวิจัยร่วมกับคณะวิศวะ เป็นต้น”

เน้นสร้างนักปฏิบัติ

“ระบบการเรียนการสอนของเราเน้นสร้างนักปฏิบัติ เน้นผลิตนักศึกษาให้สามารถทำงานได้จริงและมีสมรรถนะที่ดีระหว่างเรียน รวมทั้งสร้าง -พัฒนาความเชี่ยวชาญที่เป็นมาตรฐาน และมีการรับรองศักยภาพของนักศึกษาด้วย  เช่น มาตรฐานใช้งานคอมพิวเตอร์ ของไมโครซอฟท์ที่เรียกว่า IC3 (Computer Literacy IC3), ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ โดยต้องผ่านการสอบ TOEIC ซึ่งเป็นทักษะการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ  แต่ทั้งนี้ เรามีการติวฟรีให้กับนักศึกษาเพื่อให้เข้าสอบให้ได้ ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนนักศึกษาที่สอบได้มีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษของนักศึกษา ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ออกเทคโนโลยี (AUT) เพื่อตั้งเป็นศูนย์อบรมอาจารย์และนักศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและเอก),  มหาวิทยาลัยอาเซียนยูนิเวอร์ซิตี้ เยอรมนี เพื่อจัดการเรียนการสอนแบบเน้นการปฏิบัติการ (Hands-on) เพื่อก่อตั้งศูนย์วิชาชีพไทย-ไมซ์เตอร์ (Meister (ภาษาเยอรมัน) หมายถึง นักปฏิบัติ เนื่องจากตามมาตรฐานวิชาชีพเยอรมัน คนทำงาน 3ปี / 5ปีจึงจะสอบ Meister ได้) สำหรับสาขาวิชาที่สอนในขณะนี้คือ สายงานด้านวิศวะไฟฟ้า วิศวะเครื่องกล วิศวะโยธา วิศวะคอมพิวเตอร์และที่เปิดเมื่อเร็วๆ นี้ คือ สาขาเบเกอรี่

นอกจากนี้ เรายังเน้นสร้างนวัตกรรม ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์และไอทีมาใช้ในการบริหารจัดการให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างห้องสมุดดิจิทัล เพื่อให้นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้ผ่านแท็บเล็ตรวมทั้งการสร้างพื้นที่ Innovation Zone 4 จุด เพื่อให้นักศึกษาสามารถมาร่วมกันทำกิจกรรมนอกห้องเรียน หรือทำโปรเจค เพื่อเป็นการเรียนนอกห้องเรียนกับเพื่อนๆ ต่างคณะ โดยมีอุปกรณ์ไอที พริ้นเตอร์และอื่นๆ ให้นักศึกษาสามารถทำงาน/ทำกิจกรรมด้านนวัตกรรมได้” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว

ขึ้นรันเวย์เป็นนานาชาติ

ความพยายาม 4 ปีของ มทร.ธัญบุรีที่จะสร้างความเป็นนานาชาติให้กับสถาบันของตนเองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อก่อตั้งศูนย์หรือหลักสูตรต่างๆ แล้ว ยังมีมิติของ สหกิจศึกษา (Co-Operative Education :Co-Op) ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่เน้นประสบการณ์ที่ได้รับจากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ (Work-Based Learning) โดยที่สถาบันอุดมศึกษาจัดให้นิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ไปปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งสหกิจศึกษานั้นมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมถึงสหกิจศึกษาในต่างประเทศว่า

“เราส่งเด็ก 450 คนไปทำสหกิจด้วยกองทุนพัฒนานักศึกษา โดยให้เงินทุน 2.5 หมื่นบาทให้กับนักศึกษาที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ ให้ไปทำสหกิจกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ทำ MOU กับเรา ซึ่งมีทั้งสิงคโปรโปลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นหลายแห่ง โดยที่นักศึกษาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าหอพัก

สำหรับนักศึกษาที่ทำสหกิจเกิน 1 เทอมจะได้รับทุน 5 หมื่นบาท แต่ทั้งนี้ นักศึกษาจะต้องสอบ TOEIC ให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด นี่จึงทำให้นักศึกษาพยายามที่จะสอบ TOEIC เนื่องจากการสอบ TOEIC จะเน้นที่ทักษะการฟัง – การอ่านเป็นหลัก แล้วคะแนนที่ได้รับจากการสอบนั้นส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการสมัครงานสายการบิน งานโรงแรม การในสายบริการต่างๆ ในระดับนานาชาติ หรืองานออฟฟิสของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งต้องการพนักงานที่มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ในปีนี้ เราคาดว่าจะมีนักศึกษาที่ไปทำสหกิจเกิน 1 เทอมประมาณ 100 กว่าคน”

เน้นเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศ

“เราวางตำแหน่งให้ มทร. ธัญบุรี เป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ทุกคณะของมทร. ธัญบุรีต้องมีเป้าหมายเป็น Center of Excellence ฉะนั้น เราต้องทำให้ทั้งมหาวิทยาลัยและนักศึกษามีรายได้

ยกตัวอย่างจากการที่เราให้นักศึกษาปี 3-4 คณะคหกรรมทำอาหารเพื่อขายอาหารให้กับนักศึกษา 2,000 คนจริงๆ รวมทั้งทำขนมขบเคี้ยวเพื่อเสิร์ช่วงพักเบรกของการประชุมสัมมนา ไม่ใช่การเรียนเพื่อทำอาหารเพื่อให้รู้หรือสเกลเล็กๆ นอกจากนี้ ระหว่างการทำงานจริงก็มีการติดกล้องวงจรปิด เพื่อให้นักศึกษาปี 1-2 ได้เรียนรู้การทำงานของรุ่นพี่ในช่วงปฏิบัติงานจริงๆ ด้วย หรืออีกตัวอย่างจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เปิดศูนย์อัตโนมัติและศูนย์พัฒนาหุ่นยนต์

นอกจากนี้ ก็มีหลักสูตรอบรม SME และปัจจุบันเราเป็นที่ปรึกษาของ SME, Startup, Turnaround 1,300 ราย และทำให้มทร.ธัญบุรีเป็นที่รู้จักมากขึ้นและนำผลงานวิจัยไปต่อยอดและสร้างอาชีพกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เราก็ได้ร่วมกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI โดยสนับสนุนนักวิชาการภายใต้นโนบายของ TPQI เพื่อสร้างมาตรฐานหลายอาชีพ อาทิ อุตสาหกรรมอัตโนมัติ อุตสาหกรรมการพิมพ์ โลจิสติกส์ มาตรฐานไอซีที ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้คณาจารีย์ของเราได้ปราสบกาณณ์ตรงนี้มาสร้างมาตรฐานให้กับนักศึกษาของเราได้ด้วย”

 

Comments
จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา
บรรณาธิการ นิตยสาร B-Connect
Top