You are here
Home > Business Leisure > Top Story > รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ : มทร.ธัญบุรี สร้าง ‘นวัตกร’ สู่โลกแห่ง ‘นวัตกรรม’

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ : มทร.ธัญบุรี สร้าง ‘นวัตกร’ สู่โลกแห่ง ‘นวัตกรรม’

หาก ‘นวัตกรรม’ คือ ผล .. ‘นวัตกร’ ก็คงจะเป็น เหตุ หรือก็คือ หากคนอย่างเราๆ สามารถมีทัศนคติ และทักษะที่เหมาะสมกับการสร้างสรรค์ได้แล้ว นวัตกรรมจะตามมาเองโดยอัตโนมัติ

อันที่จริงแล้ว นวัตกร ไม่ใช่บุคคลที่ดีเด่นกว่าคนอื่น แต่นวัตกรเป็นสิ่งที่โลกยุคใหม่ต้องการ เนื่องจากมีกล้ามเนื้อทางความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม นวัตกร จะถูกสร้างขึ้นได้ ก็ต้องมีการเซ็ทอัพสภาพแวดล้อมที่แข็งแรงและเอื้อต่อการพัฒนาในรายบุคคล

สถาบันการศึกษาในปัจจุบัน พยายามที่จะพัฒนาคุณภาพด้านการเรียนการสอน เพื่อปลดลิมิตของบุคลากรให้กลายเป็นนวัตกร อันจะตอบโจทย์การมาเยือนของโลกยุค 4.0 มากยิ่งขึ้น ในปี 2018 จึงเป็นที่น่าตื่นเต้นที่สถาบันการศึกษาของไทยอย่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) มีความมุ่งหวังที่จะสร้างนวัตกร เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เสิร์ฟให้กับประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความพยายามของ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่มองว่า ระบบการเรียนการสอนแค่ปั้นเด็กให้จบไปสู่โลกแห่งการทำงานทั่วๆ ไปนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

 

 

Q : เท่าที่ทราบมา มทร.ธัญบุรี กำลังปรับโครงสร้างสถาบันใหม่ เพื่อก้าวสู่ปี 2020 แบบพลิกโฉม มีสาระสำคัญใดให้จับต้องได้บ้างหรือไม่

มทร.ธัญบุรี มีการวางระยะยาวต่อจากนี้ไป 15 ปี โดยตั้งใจที่จะให้สถาบันแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม (Innovative University)

 

Q : เหตุผลที่ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวไปเป็น Innovative University มาจากอะไร

ผมมองว่า โลกในยุคนี้ไม่บรรจบกับระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมอีกแล้ว เราจะวางหลักสูตรเก่า สร้างทฤษฎีในห้องเรียน และวัดผลด้วยการสอบ เพื่อให้ได้เกรดไปสมัครงานข้างนอกแบบนั้นไม่ได้ ผมต้องการให้เด็กของเราออกสู่โลกกว้าง แสวงหาความเชี่ยวชาญจากโลกแห่งความเป็นจริง ตัวเด็กเองต้องคิดเป็น ทำงานเป็นทีมได้

 

Q : วางขั้นบันไดสู่การเป็น Innovative University ไว้อย่างไร

ส่วนแรกจำเป็นต้องมีคณาจารย์ที่เข้าใจโลกแห่งนวัตกรรม

ส่วนที่สองต้องมีรูปแบบการเรียนการสอนเชิงนวัตกรรม

ส่วนที่สามในมหาวิทยาลัยต้องสร้างนวัตกรรมที่จะส่งเสริมให้เกิดอาชีพ และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในภาคการผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และสุดท้ายการที่เราจะสร้างนวัตกรรม เด็กเราต้องเป็นนวัตกร หรือผู้ที่สามารถทำนวัตกรรมได้ ดีไซน์ได้ ออกแบบได้

 

Q : โฟกัสนวัตกรรมอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยของเรา ต้องการโฟกัสที่ 5 S Curve ของรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่

1.ไอซีทีดิจิทัล

2.ประเด็นเรื่อง 4.0

3.ไบโอเทคโนโลยี

4.อาหาร

5.พลังงาน

นี่คือ 5 ด้าน New S-Curve ของอาชีพที่เราวางแผนที่จะเดินหน้าไปโฟกัส

 

Q : รูปแบบของการปรับตัวในขั้นต้นเป็นอย่างไร

ประการที่หนึ่ง – หลักสูตรของเราจะเปลี่ยนใหม่หมด จากเดิมมี 140 กว่าหลักสูตร เราปรับปรุงเหลือ 99 หลักสูตร โดยจะเน้นมุ่งอาชีพด้านวัตกรรม เหตุผลเพราะ 1) การเรียนการสอนในอดีต อาทิ วิชาออกแบบนิเทศน์ศิลป์ ก็มีสอนอยู่ตามคณะต่างๆ เช่น ศิลปกรรม สื่อสารมวลชน  วิศวกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บสิ่งทอ ซึ่งซ้ำซ้อนกัน อะไรที่ซ้ำซ้อนกันต้องเอามารวมกัน 2) มีสาขาที่อาจจะไม่มีความต้องการแล้วในบางหลักสูตรต่อเนื่อง เช่น ปวส.สายศิลป แต่ปวส.ที่มาจากอาชีวะยังมีอยู่ 3) เปิดหลักสูตรที่เป็นโลกอาชีพ เช่น ออโตเมชั่น โลจิสติกส์

ประการที่สอง – การเรียนการสอนเราปรับมาได้ 5 ปีแล้ว เน้นการปฏิบัติสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ (Hands-on) เช่น คณะบริหารธุรกิจ แม้การเรียนทฤษฎี ก็ปรับเป็นปฏิบัติ จาก 50 : 50 ก็จะเป็น 70 : 30  วิศวกรรมก็เน้นปฏิบัติให้ได้ 100%   สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างการปฏิบัติ เพราะนี่คือพื้นฐานของการนำไปสู่โลกนวัตกรรม

นอกจากนี้ เราก็พยายามให้เด็กเข้าถึงศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคม ด้านสุขภาพและด้านภาษามากขึ้น

เราจะสร้างอินโนเวชั่นโซน 5 ที่ เพื่อให้เด็กรวมตัวกันจากทุกสาขามาอยู่ที่นี่ เช่น เคยเรียนปฏิบัติในชั่วโมงก็ต้องชวนเพื่อนมาทำ หาพื้นที่ให้เขาทำ นั่นก็คือลักษณะการทำงานเชิงกายภาพก็ต้องถูกเปลี่ยนไปด้วย ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยก็ต้องหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เข้ามามากๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น โลจิสติกส์ในการควบคุมการส่งสินค้า ระบบราง – ทางอากาศ และพูดถึงภาคของทางน้ำ กลุ่มพวกนี้วิศวะเอาไปทั้งทางอากาศและระบบราง ซึ่งเราจับมือกับจีนให้เด็กไปเรียน 2 ปีที่จีน เพราะระบบรางของจีนกำลังพัฒนาอย่างมาก

เราวิเคราะห์จุดอ่อนของเราเองว่าอยู่ตรงไหนแล้วก็หาทางกำจัดจุดอ่อนของเราให้ได้ ล้มตรงไหนก็ลุกแล้ววิ่งต่อ ไม่ใช่ล้มตรงไหน แล้วไปสตาร์ทใหม่ อันนั้นไม่ใช่ แก้ปัญหาไม่ใช่เริ่มต้นใหม่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิด การศึกษาก็เหมือนกัน ตรงไหนที่ไม่ใช่ เราก็ต้องเดินต่อให้ได้

 

Q : แล้วเราจะปลูกฝังความเป็นนวัตกรเข้าไปสู่เด็กได้อย่างไร

เริ่มแรก คือ ต้องสอนให้เด็กหัดคิดก่อน เราจะมีหลักสูตรการคิดออกแบบ เจออะไรก็สามารถคิดแก้ปัญหาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจำเป็นต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเอง บวกกับเป้าหมาย จะทำให้ทวีโอกาสได้มากยิ่งขึ้น เพราะหากคิดได้ แต่ไม่มีเป้าหมายและไม่มีแรงบันดาลใจ ก็จะเป็นอุปสรรค

แน่นอนว่า เด็กเกิดมามีเป้าหมายเล็กใหญ่ต่างกัน ทุกคนที่มีเป้าหมายของชีวิต แต่ตัวโอกาสและอุปสรรคเท่ากัน ใครมีแรงบันดาลใจบวกเข้าไปก็คือ “โอกาส” เช่น ผมจะไปเรียนต่อต่างประเทศและผมมีแรงบันดาลใจก็จะกลับมาเจอ “โอกาส” แต่ถ้าไม่มีจะมองหาหนทางไม่ออก จริงๆ แรงบันดาลใจจะทำให้เรียนรู้ว่า ชีวิตจะขับเคลื่อนไปทางไหน และผลลัพธ์ที่ได้รับจะเกินเป้าหมายอย่างคาดไม่ถึงด้วย

ผมไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เนื่องจากผมอยากเป็นผู้บริหารตั้งแต่เด็ก อยากเป็นผู้นำ ผมอยากขับเคลื่อนแวดวงการศึกษา นั่นคือแรงบันดาลใจ และสิ่งนี้นี่เองที่นำพาผมไปหาโอกาสที่แท้จริง นี่ไม่ใช่ความฝันนะ แต่มันคือแรงบันดาลใจ

 

Q : แสดงว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีแรงบันดาลใจ

ผมเชื่อเช่นนั้น แรงบันดาลใจจะทำให้เราขยับเข้าไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะแรงบันดาลใจจะสร้างแรงผลักให้เขาคิดและแก้ปัญหากับสิ่งที่พวกเขาโฟกัส พอเจออุปสรรคและความสำเร็จก็จะมองเป็นเรื่องปกติ

เด็กไทยต้องสร้างวิธีคิดที่จะแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เขาเจอและแก้ปัญหาอย่างไร เช่น อยากไปเส้นทางนี้ ซึ่งมีวิธีเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ต้องการแบบไหนได้บ้าง เช่น บินไป นั่งรถไป แต่คนไม่มีแรงบันดาลใจจะไม่มีความคิดที่จะเดินทางไป เป็นต้น

 

Q : ที่นี่กำลังให้ความสำคัญกับการก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างเต็มที่ใช่หรือไม่

ผมเชื่อว่า ในบรรดา 9 ราชมงคลในประเทศไทยกำลังจะเดินตามเทรนด์นี้ แต่ใครจะปรับสร้างนวัตกรรม หรือใครมองได้คมกว่า ใครมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ได้ดีกว่าเป็นอีกประเด็น แต่ผมอยากให้มองว่า ทำไมเราต้องทำงานเป็นทีม แต่คนทั่วไปคิดว่า การทำงานเป็นทีมร่วมกันมากๆ เราจะได้งานใหญ่ – อันนั้นไม่ใช่ การทำงานเป็นทีมที่ถูกต้องจะทำให้เรา ได้ความคิดที่หลากหลาย และนำมาต่อยอดได้ไม่เหมือนคนอื่น นี่คือสิ่งสำคัญของการทำงานเป็นทีมที่หลายคนมองผิด

 

Q : ตอนนี้ประเทศพัฒนาได้ช้ามาก

เพราะบ้านเราสร้างนักคิดกันน้อย จริงๆแล้ว คนเรียนจบเกรด 4 ไม่ใช่ว่าจะสามารถสร้างนวัตกรรมได้ เพราะการสร้างนวัตกรรมบางครั้งไม่ใช่เรื่องวุฒิการศึกษา แต่เป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ มุมมองอย่างเครื่องเกี่ยวข้าว เด็กทำงานโรงกลึงก็สามารถทำได้ นั่นแสดงว่าการสร้างนวัตกรรม ไม่ต้องเรียนก็ได้ แล้วก็มีบทพิสูจน์มากมายว่า คนรวยที่ไม่ได้เรียนสูงๆ ก็มีให้เห็นมากมาย แต่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างรายได้ได้มากๆ

 

Q : มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมมี KPI อย่างไร

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราจดสิทธิบัตรปีละ 5 เรื่อง แต่ปีนี้ผมจด 95 เรื่อง และปีหน้าเราตั้งไม่ต่ำกว่า 100 แต่ผมยังไม่พอใจในเรื่องของคุณภาพของสิทธิบัตร เพราะยังไม่มีไฮเทคโนโลยีมาก แต่เรามีปริมาณที่ดีแล้ว ซึ่งตรงนี้ผมก็ว่านี่คือฐานที่ดี นี่คือ KPI ของผม นี่คือครูของผมเริ่มมีนวัตกรรมแล้วและมีการตีพิมพ์ผลงานออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ปีที่แล้วผมให้บริการงานวิชาการและงานวิจัยมูลค่าพันกว่าล้านบาท จากเดิมปีละ 40 กว่าล้านบาท ซึ่งพันกว่าล้านบาทนั้นมีจำนวนเกินครึ่งที่สามารถใช้งานได้จริง แต่ประมาณ 35% ใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ เช่น วิศวกรรม แต่สำหรับสาขาแพทย์แผนไทยนี้นสามารถใช้ได้จริงถึง 100% เลย

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นสถาบันแห่งนวัตกรรมและยุทธศาสตร์ของเราคือ สิ่งใดที่เราไม่ถนัดเราจะไม่ทำ แต่จะหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เก่งเฉพาะด้านมาร่วมกันทำงาน

แล้วการจะมีผลงานเหล่านี้ได้นั้นจะจบกันแค่ในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัยนั้นย่อมไม่ได้ เราอยากให้นักศึกษาของเรามีจินตนาการ เราจึงต้องส่งเด็กเหล่านี้ไปให้ถึงต้นทาง ด้วยการไปเรียนกับแหล่งนวัตกรรมตัวจริงในประเทศต่างๆ ไม่ว่าเป็นเยอรมนี เกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน  นี่จึงทำให้ปัจจุบัน มทร.ธัญบุรีมีระบบสหกิจศึกษาที่เข้มแข็งมากๆ

 

Q : ถ้าให้เปรียบเทียบ ตอนนี้สหกิจศึกษาของเราเข้มแข็งขนาดไหน

ผมเชื่อว่า ตอนนี้เราดีที่สุดในประเทศไทย ให้เด็ก 100% สหกิจเหมือนกันหมด แต่เราเน้นการไปสหกิจที่ต่างประเทศ ที่สำคัญ เราทำโดยรัฐไม่ต้องสนับสนุนงบประมาณ เราใช้เงินของมหาวิทยาลัย และอาจจะมีเงินจากผู้ปกครองบ้าง แต่หลักๆ คือเราให้โอกาส และเรามีเงินช่วยเหลือในระดับหนึ่ง แต่ไม่ผูกมัดว่าต้องมาใช้ทุนกับเรา เนื่องจากระบบสหกิจของเราต้องการให้มีการเรียนการสอนที่เกิดจากประสบการณ์จริง

ท้ายที่สุดนี้ ท่านอธิการบดีตั้งเป้าหมายของมหาวิทยาลัยอย่างไรไว้ในอนาคต

ด้วยความที่ผมเป็นนักกลยุทธ์ นักยุทธศาสตร์ การวางเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ของผมจึงทำให้ผมต้องมองต่อไปด้วยว่า ใครที่จะต้องมาทำ -ทำอย่างไร จากนั้นผมก็หาคน – หาวิธีการ เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้

หากเปรียบเป็นทีมฟุตบอล ผมก็คงเหมือนผู้จัดการทีม ผมมองทั้งกระดานและผมไม่ได้มองแค่กระดานเดียว ผมมองกระดานคู่แข่งด้วย เพราะมันช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผม

ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จากการเดินทางไปอิสราเอลของผม อิสราเอลเป็นประเทศที่แห้งแล้งมาก โดยเฉพาะตอนใต้ของประเทศ แต่กลับมีพืชผักอุดมสมบูรณ์ นั่นเป็นเพราะระบบระบบการจัดการที่เป็นเทคโนโลยีของคนที่นั่น จึงทำให้การใช้ทรัพยากรน้ำและอื่นๆ เพื่อการปลูกพืชเป็นไปอย่างประหยัด และใช้น้ำแค่ 20% แตกต่างกับประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่กลับสร้างผลิตผลที่ดีไม่ได้

ทั้งหมดเป็นเพราะทุนมนุษย์และเป็นเพราะการศึกษานั่นแหละ

เราถูกฝึกและทำงานเป็นทีมได้แค่ไหน ที่สำคัญ สิ่งที่เรามองข้าม คือ กรอบเวลา หรือ Timeframe

            ฉะนั้น โอกาสที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ตัวเด็กต้องมีเป้าหมาย + แรงบันดาลใจ และนั่นจะนำไปสู่เส้นทางของนวัตกรได้

 

 

Comments
Top