You are here
Home > Business Leisure > Top Story > พิเชษฐ โตนิติวงศ์ ธรรมธุรกิจ : ธรรมนำธุรกิจ ผลิต ชาวนาธรรมชาติ

พิเชษฐ โตนิติวงศ์ ธรรมธุรกิจ : ธรรมนำธุรกิจ ผลิต ชาวนาธรรมชาติ

ปัญหาเกษตรกรและปัญหาข้าวถือเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองที่อยู่กันมานานหลายทศวรรษ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลและภาครัฐที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ แต่ที่ผ่านมาเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน ที่สำคัญ กลายเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือแก้เพื่อสร้างภาพ สร้างฐานเสียง หนึ่งในกลไกที่เคยเข้าไปช่วยกระบวนการแก้ปัญหานี้จนบาดเจ็บคือ โรงสีสิริภิญโญ จ.ฉะเชิงเทราของ พิเชษฐ โตนิติวงศ์ ที่ต้องสูญเงิน 120 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2008 และปัจจุบันโรงสีแห่งนี้ก็ถูกธนาคารยึดทรัพย์ไว้

พิเชษฐ เคยบวชเรียนเมื่อถึงวัยต้องบวชและค้นพบโลกทางธรรม ก่อนพบวิกฤตชีวิต และได้ชื่อ “ธรรมธุรกิจ” ตั้งแต่ครั้งนั้น โดยคิดที่จะใช้ “ธรรมะนำธุรกิจ” กับธุรกิจที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย ตามศาสตร์พระราชาและการใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อเขาได้พบพันธมิตรสำคัญอย่าง “อาจารย์ยักษ์”  วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ โจน จันได ผู้ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชามาแปลงสู่การปฏิบัติ จนเห็นผลเชิงประจักษ์ ทำให้ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ตามศาสตร์ของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดขึ้นและกระจายไปในทุกภาคของประเทศ

 

 

Q : จุดพลิกชีวิตเถ้าแก่โรงสีมาทำโครงการธรรมธุรกิจคืออะไร

ต้องย้อนเล่าถึงปี 2008 กรณีชาวนาเชียงใหม่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอใกล้เคียง ประมาณ 100 คน ชุมนุมประท้วงราคาข้าวเปลือกเหนียวนาปรังตกต่ำและขู่ปิดถนนเชียงใหม่-เชียงราย หลังโรงสีไม่ยอมรับซื้อข้าวในราคาประกัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในยุคนั้นเดินทางมาพบ เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหา

จริงๆ โรงสีสิริภิญโญเราก็ทำข้าวกล้องเหนียวมานานแล้วตั้งแต่ปี 2002 – ปี 2008 ดังนั้น เมื่อมีปัญหาดังกล่าว  รัฐบาลก็ขอให้ผมมาช่วยแก้ปัญหา เพราะตอนนั้นผมทำโรงสีสิริภิญโญและสร้างชื่อเสียงจากการทำตลาดข้าวเหนียว แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวกล้อง ตอนนั้นมีคนตั้งฉายาให้ผมว่าเป็น “เจ้าพ่อข้าวเหนียว”  เพราะเป็นโรงสีภาคกลางที่รับซื้อข้าวเหนียวจากเชียงใหม่ เชียงราย มาทำการตลาด มาสร้างแบรนด์ “ขันเงิน” ”ขันทอง” จนติดตลาด

ตอนนั้นเราเอาข้าวเหนียวจากเชียงใหม่ เชียงรายมาสีที่ฉะเชิงเทรา ดังนั้น การทำงานในตอนนั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติ การรับงานครั้งนั้น เราถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนากับรัฐบาล เพื่อคิดหาวิธีระบายสต็อกข้าว เนื่องจากราคาข้าวก็ไม่มีเสถียรภาพเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เราเห็นการขึ้นลงของราคาข้าวเหนียวไปวัฏจักร 3 ปีดีหนหนึ่ง ซึ่งชาวนาจะไม่ได้ประโยชน์จากราคาขึ้น เพราะนั่นคื ข้าวของชาวนาน้อยราคาจึงขึ้น แต่ชาวนาจะได้รับผลกระทบเต็มเมื่อราคาลง เพราะนั่นคือชาวนามีข้าวมากราคาจึงลง เมื่อมีโอกาสนำเสนอกับรัฐ ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย คิดว่าจะทำให้ราคาข้าวเหนียวดีมีเสถียรภาพได้ เพียงแค่รัฐต้องหาคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและขยายตลาดข้าวกล้องเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ความเป็นจริงก็ทำให้รู้ว่า ถ้าใช้เงิน ราคา เป็นตัวชี้วัด ตัวชี้นำ ทำแบบคนรวย ไม่ได้ช่วยชาวนาอย่างยั่งยืน เมื่อหมดเงินก็หมดกัน ราคามีขึ้นมีลง ไม่ยั่งยืน

ส่วนการทำงานในวันนี้ของ “ธรรมธุรกิจ” นั้นไม่ใช่เรื่องปกติ แล้วก็ไม่ใช่การรีแบรนด์ ทว่า เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่มีสาเหตุมาจากการช่วยเหลือชาวนาครั้งนั้น

การช่วยเหลือชาวนาในครั้งนั้น ต้องบอกว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนาแบบคนรวย ชาวนาอยากได้ราคาเท่านี้ก็ไปหาเงินมาซื้อในราคาที่ต้องการ ดังนั้น นี่จึงเป็นการช่วยเหลือด้วยเงิน ด้วยการค้าล้วนๆ ซึ่งการช่วยเหลือแบบคนรวยนั้นไม่ยั่งยืน เพราะตอนนั้นราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาปิดถนนแล้วร้องขอกับรัฐบาลว่าให้หาโรงสีเพื่อรับซื้อข้าวสดในราคาที่ชาวนาต้องการ คือ ตันละ 8,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาด ซึ่งตอนนั้นราคาตลาดอยู่ที่ 6,000 บาทแล้ว แต่ราคา 8,000 บาทก็ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ชาวนาอยู่ได้และแฮปปี้ แต่เมื่อซื้อข้าวสด 8,000 บาท คุณก็ต้องไปแก้ปัญหาทางการตลาด ด้วยการขายข้าวสารในราคา 26 บาทให้ได้ ถ้าแก้ปัญหาเฉพาะการค้าอย่างเดียวนั้นจะไม่ยั่งยืน

การที่ผมย้ำว่าเป็นการช่วยเหลือ “แบบคนรวย” เพราะตอนหลังผมมาเจอการช่วยเหลืออีกแบบที่ต้องเรียกว่า การช่วยเหลือ “แบบคนจน” เมื่อได้มาพบกับอาจารย์ยักษ์ เพราะการช่วยเหลือแบบคนจนนั้นมีที่มาจากตาม​ “ศาสตร์พระราชา” ที่มีอาจารย์ยักษ์เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ และการได้รับองค์ความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก โจน จันได ทำให้เราพบว่า นี่แหละคือหนทางเพื่อเติมเต็มความฝันที่เราอยากช่วยชาวนาให้มีชีวิตที่มั่งคั่งได้

 

Q : นายทุนโรงสีเลยกลายเป็นนักธุรกิจแนว “เพื่อชีวิต” หรือ

ทำนองนั้น เพราะจริงๆ แล้ว ในเบื้องต้นเลย โอกาสที่ชาวนาจะอยู่อย่างยั่งยืนได้ ต้องหยุดการใช้สารเคมี ดังนั้น เมื่อผมประมวลความคิด ประมลเหตุการณ์ต่างๆ ได้ก็ทำให้ผมได้ความคิดมาว่า ผมขอทำโครงการที่ชื่อ “ธรรมธุรกิจ” ที่เคยคิดชื่อไว้นานแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งบวชเรียน โดยขอให้อาจารย์ยักษ์และพี่โจนเป็นประธานและรองประธานโครงการฯ ส่วนผมเป็นผู้จัดการโครงการให้

ผมดำเนินโครงการตามที่พี่ทั้งสองดำเนินการมาก่อนหน้า นั่นคือ การฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนชุดความคิดชาวนาและสอนความรู้ที่ถูกต้องให้กับชาวนาก่อนว่า การทำการเกษตรที่จะยั่งยืนได้นั้นต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อนและต้องไม่ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปลูกป่า 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ปลูกของกิน ของใช้ ของอยู่อาศัย เพื่อให้มีสภาวะอากาศที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย

จริงๆ ต้องยอมรับว่า องค์ความรู้แบบนี้เถ้าแก่โรงสีไม่มีใครรู้อยู่แล้ว เพราะโรงสีก็จะมองแต่มุมการค้า แต่เมื่อเราได้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ผมก็เดินกลับไปหาแกนนำชาวนาที่ปิดถนนประท้วงในครั้งนั้น ทั้งที่ปกติโรงสีที่ซื้อข้าวจะไม่รู้จักชาวนา เพราะแค่ยกสายหาพ่อค้าคนกลางที่เรียกว่า “ท่าข้าว” บอกวันนี้เอา 10 พ่วง (1 พ่วง (รถพ่วง)  = น้ำหนัก 30 ตัน) จากนั้นก็โอนเงินไป ราคาขึ้น 10 สตางค์โอนเงินไป ราคาลง 20 สตางค์ก็โอนเงินไป

ในครั้งนั้นโรงสีสิริภิญโญจ่ายแทนรัฐบาลไป 120 ล้านบาท แต่ไม่ได้คืนจากรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่รัฐบาลก็ตาม รัฐบาลก็ใม่สนใจ ไม่มีใครสนใจความเดือดร้อนของเรา และที่สุด โรงสีก็ถูกธนาคารฟ้องยึด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำหรือนักการเมืองต่างก็มีภารกิจของตนเองที่ไม่ใช่ประชาชน

ฉะนั้น  เราก็เลยรู้ว่า การพัฒนาประเทศควรต้องเริ่มที่ประชาชนนั่นแหละ ไม่ใช่เริ่มต้นที่ข้าราชการหรือนักการเมือง เพียงแต่ถ้าจะไปได้เร็ว การเมืองต้องเข้าหนุนเสริม ข้าราชการจะได้หนุนตาม อย่างวันนี้อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงว่า เรื่องการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีคืบหน้ากว่าตอนที่อาจารย์ยักษ์ยังไม่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยเยอะมาก

 

Q : การเปลี่ยนชุดความคิดเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มจุดประกายอย่างไร

จากการเรียนรู้จากอาจารย์ยักษ์ ทำให้ผมสามารถวางการขับเคลื่อนอย่างชัดเจนและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสร้างชุดความคิดใหม่กับชาวนาว่า ถ้าไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าจะเป็นหนทางสู่ความยั่งยืน จากเดิมที่คนพวกนี้เชื่อว่า ถ้าใม่ใช้สารเคมีช่วยจะทำให้ไม่ได้ข้าวเลยด้วยซ้ำ หรือถ้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่นาแปลงข้างๆ ใช้ แมลงก็จะมากินข้าวๆ ที่ไม่ใช้เคมีของเขาจนหมด หรือคิดว่าหญ้าจะขึ้นแทนข้าว

ผมเองก็เคยเชื่อแบบนี้และหยิบประเด็นนี้มาท้าทายอาจารย์ยักษ์ว่า อาจารย์ทำได้หรือไม่ว่า ถ้าไม่ใช้เคมี ผลผลิตต่อไร่ต้องไม่ลดลง ถ้าทำไม่ได้ ชาวนาทั้งประเทศก็ไม่มีทางจะทำอย่างที่อาจารย์ต้องการได้ บางคนบอกด้วยซ้ำว่า การทำเกษตรอินทรีย์นั้นกว่าจะมีผลผลิตเท่าเดิมอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-5 ปีด้วย ตอนนั้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน ข้าวอินทรีย์ราคาต่อกิโลกรัมไม่ต่ำกว่าร้อยบาท แล้วการจะหาซื้อก็หายาก ไม่มีวางขาย นอกจากไปซื้อกับชาวนา ซื้อตามอีเว้นท์

อาจารย์ยักษ์ตอบผมว่า ทำได้ ผมก็บอก ชาวนาที่ทำนามา 40-50 ปียังบอกทำไม่ได้ อาจารยักษ์ตอบผมกลับว่า พวกนั้นทำนาไม่เป็น ถ้าทำนาเป็นผลผลิตต่อไร่ไม่ลด เพราะอาจารย์ยักษ์มีบทพิสูจน์มาแล้วที่มาบเอื้อง ซึ่งเมื่อผมได้มีโอกาสไปที่นี่จึงทราบว่า มีคนเรียกอาจารย์ยักษ์ว่า “ชายเพี้ยน” เพราะเคยตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 จดบันทึกพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริของ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี และเนื่องจากชาวบ้านท้าทายอาจารย์ว่ามัวแต่มาสอน มีเงินเดือนประจำ รถหลวงก็ออกค่าน้ำมันให้ ทำนาเป็นหรือเปล่า แน่จริงออกมาทำเองสิ อาจารย์ยักษ์ก็เป็นลูกชาวนาอยู่แล้วก็ลาออกจากงานราชการมาสร้างศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เกษตรอินทรีย์ไม่ทำให้ผลผลิตลดลง

นี่จึงทำให้ผมยอมเสี่ยงและพาชาวนา 90 คนจากเชียงใหม่มาฝึกอบรมด้วยกันในปี 2013 ที่มาบเอื้อง แต่มาวันแรกมีคนขอกลับบ้านถึง 40 คน เพราะคนที่มาคิดว่า มาพักผ่อนสบายๆ แบบที่พรรคการเมืองหรืออบต.จัด ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์ยักษ์เตือนแล้วว่า เราต้องหาชาวนา “หัวไว ใจสู้” มา ถ้าบีบบังคับรับรองไม่สำเร็จ ซึ่งผมใช้วิธีเปิดเวทีและเกณฑ์ชาวบ้านมาและให้ชาวนาเกณฑ์ชาวบ้านมา แล้วพออบรมจริงๆ เหลือไม่มากสัก 20-30 คน และเหลือคนที่สนใจทำจริงสิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งเราก็ขอทดลองกับสมาชิกที่สนใจรายละ 1 ไร่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง

ณ วันนี้ เราอบรมชาวนาไป 300 กว่าคน เหลือคนทำจริงแค่ 38 ครอบครัว และรุ่นแรกที่อบรมตอนนี้ก็กลับไปใช้เคมีแล้ว เนื่องจากการเป็นผู้นำเกษตรกรจะมีรายได้เป็นเปอร์เซนต์จากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง

 

Q : ดูใช้พลังมากเหลือเกิน แล้วเราดูแลกับชาวนาที่ไม่แปรพักตร์และอยู่กับเราจริงๆ

หลังปี 2004 ที่มีการยึดอำนาจ ตอนนั้นไม่มีจำนำข้าวแล้ว เรารับซื้อราคาสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย แต่ถ้าเราซื้อข้าวเหนียวขาวที่กินกับส้มตำ 1.8 หมื่นบาท พอสีเป็นข้าวออกมา ไม่มีใครซื้อเราแน่ แต่เราเคยทำตลาดข้าวกล้องเหนียว ก็ลองเอาราคานี้มาคำนวณเพื่อคิดเป็นราคาขายปลีก โดยคิดว่าต้องตั้งราคาที่เท่าไร เราจึงจะอยู่รอดได้และรับซื้อที่ 1.8 หมื่นบาทได้ด้วย ก็ได้ราคาขายปลีกส่งในห้างและส่งถึงบ้านก็ตกประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท ขายที่วิลล่า 2 กก. 100 บาท, ส่งบิ๊กซี 5 กก. 219 บาท เท่ากับเรารับซื้อที่ 1.5 หมื่นบาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประมาณ 3,000 บาท ปรากฏว่าในระยะเวลา 3-4 ปี เราซื้อมาประมาณ 2,000 ตัน ทุกวันนี้สต็อกยังขายไม่หมดและต้องหยุดรับสมาชิกใหม่เพิ่ม

ขณะเดียวกัน เราก็ต้องย้อนกลับไปที่สมาชิกชาวนา 38 ครอบครัวว่า เมื่อซื้อแพงก็ต้องขายแพง เมื่อขายแพงก็ขายได้น้อย แต่เป้าหมายของเราคือเราจะขยายพื้นที่นาทั้งจังหวัดเชียงใหม่ใช่หรือไม่ ฉะนั้น คุณต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เราต้องขายข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีในราคาเท่ากับข้าวที่ใช้สารเคมี แต่โครงการนี้จะให้เงื่อนไขเพิ่มเติมและขับเคลื่อนมาเรื่อยๆ ด้วยหลักการนี้ นั่นคือ

หนึ่ง – เราทำโครงการร่วมกันเมื่อมีกำไรก็จะแบ่งคืนตามกำไรที่พวกเขานำมาขายผ่านโครงการ เหมือนธุรกิจปกติที่ต้องคืนผลกำไรให้ผู้ถือหุ้น 100% หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว แต่ของเราแทนที่จะคืนให้ผู้ถือหุ้น เราคืนให้ชาวนาก่อน 100%

สอง – การทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา เกษตรกรจะมีพืชผักที่ปลูกตามหัวคันนา ตามโคกต่างๆ เราจะนำพืชผักเหล่านั้นมาสร้างรายได้ที่เราเรียกว่า “รายรับ” รายสัปดาห์ให้เกษตรกรกลุ่มนี้จากเชียงใหม่และมาเปิดตลาดนัดที่กรุงเทพฯ ตรงพระราม 9 ซอย 17

 

Q : ฟังดูดี แล้วเกษตรกรอยู่ได้หรือยัง กับโมเดลธุรกิจนี้

ยังอยู่ไม่ได้ เพราะเกษตรกรยังปลูกน้อยอยู่ และขนาดตลาดก็ยังไม่มากพอ เชื่อหรือไม่ว่า เกษตรกรปลูกข้าวก็ไม่เคยกินเองหรือปลูกพืชผักก็ไม่เคยกิน มีแต่เอาผลผลิตไปขาย เอาเงินกลับมาซื้อกิน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “รถพุ่มพวง” ตามต่างจังหวัดนี่เต็มไปหมด เราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของคนต่างจังหวัดตรงนี้ด้วยว่า ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตที่พอเพียงจริงๆ ไม่ใช่ทุกอย่างซื้อกินหมดแล้วอย่างนี้จะมั่งคั่ง ยั่งยืนได้อย่างไร

ในจำนวน 38 ครอบครัวก็ไม่ได้ส่งพืชผักมาขายตลาดนัดทุกราย ด้วยข้ออ้างที่ว่าเป็นที่นาเช่า เจ้าของที่ดินไม่ให้ขยายหัวคันนาจาก 1 เป็น 2 เมตร เพื่อปลูกผัก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ เรามีตัวอย่างความสำเร็จที่ทำด้วยมือ เพื่อปรับหัวคันนาจาก 1 เป็น 1 เมตร โดยไม่ใช้เครื่องจักร แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ใครทำก่อนรอดก่อน อย่างไรก็ตาม ในรายที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากไปส่วนมากก่อหนี้จนความสามารถที่จะชำระกันอยู่แล้ว

 

Q : ต้องใช้เวลาเหมือนกันทั้งกับเกษตรกรและการทำตลาด

ใช่ ในส่วนของเกษตรกร ตอนนี้ผมมุ่งเป้ามาที่เกษตรกรรุ่นใหม่ เพราะเกษตรกรที่อายุมากกว่า 55 จ้างคนทำหมด ตั้งแต่จ้างหว่าน จ้างเกี่ยว ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำเกษตรตามแนวคิดศาสตร์พระราชา เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันทำได้ เช่น การทำปุ๋ยเม็ด การรวมกันเพื่อแชร์รถไถ

ในส่วนของการตลาด การที่ผมเป็นผู้จัดการโครงการนั่นก็คือ ผมต้องทำการสื่อสารกับสาธารณะว่า เราเป็นโครงการที่ทำอะไร ทำเพื่ออะไร ต้องทำการตลาด เพื่อช่วยเกษตรกรระบายสต็อกข้าว ซึ่งตอนนี้ สต็อกข้าวยังมีอยู่มาก เราเองก็หยุดรับเกษตรกรสมาชิกแล้วมุ่งมาขยายตลาดอย่างจริงจัง ผมยอมรับว่า เราทำการตลาดน้อย สื่อสารการตลาดยังไม่ดีพอ เราต้องรุกหนักกว่านี้ ทั้งนี้ ในส่วนของระบบการสั่งซื้อเรามีทั้งเฟซบุ๊คแฟนเพจ ไลน์แอพพลิเคชั่นที่มีสมาชิกในเครือข่ายทำหน้าที่ขนส่งแบบถึงบ้าน โดยเราส่งข้าวให้ราคา 180 บาท โดยให้ค่าขนส่ง 50 บาทสหรับการขนส่งในรัศมี 5 กม.จากบ้าน และค่าบริหารจัดการ 20 บาท แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คนไทยบริโภคข้าวกล้องเหนียวน้อย เพราะความเชื่อที่ผิดๆ ว่า ไม่อร่อย ฝาด เหนียว ความจริงไม่ใช่ เมื่อหุงแล้วจะเหมือนข้าวญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แต่เราก็มีข้าวหอมมะลิขายด้วย

สำหรับการขายพืชผักของเกษตรกร ตอนนี้ ยอดขายผักช่วงเสาร์อาทิตย์เพิ่มขึ้น เรามีแผนที่จะขายผักในกรุงเทพฯ โดยใช้รถที่สามารถเกิดปีกด้านข้าง ด้านหลังได้เหมือนรถ Food Truck เนื่องจากยอดขายผักในตลาดนัดยังเติบโตได้อีก แต่ก็เติบโตไม่เท่ากับผลผลิตที่เรามี ซึ่งตรงนี้เราสนใจปริมาณว่าทำอย่างไรจึงจะขายได้มากขึ้น แผน ณ ตอนนี้คิดไว้ว่า น่าจะใช้โซเชียลมีเดียโดยให้ผู้มีความประสงค์จะซื้อสินค้าโพสต์เข้ามาว่ามีความต้องการๆๆ ซึ่งจะเห็นดีมานด์ในแต่ละทำเลได้ หรือเราโพสต์ว่าวันนี้ๆ เราจะไปที่ไหนก็จะสามารถประสานงานกับคนในพื้นที่ได้ ไอเดียนี้มาจากตอนที่ผมส่งข้าวและลำไยที่ไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้บริการแบบส่งถึงบ้าน เราก็เลยจะใช้ไอเดียนี้ในการจัดส่งผักด้วย

เรามีตัวอย่างความสำเร็จว่า ถ้าไม่จ้างแรงงานช่วยปลูก แล้วทำกันแค่สองคนสามีภรรยาอย่างมาทำได้ไม่เกิน 2 ไร่ ตอนนี้เราอยู่ในเฟส 2 คือการขยายฐานคนปลูกและการขยายฐานตลาดๆๆ วนกันไปอย่างนี้ ผมก็ให้เวลาตัวเองอีก9 ปีที่จะต้องผลักดันตรงนี้ให้ได้ เพราะตอนนี้ก็ 43 แล้วผมก็มุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จให้ได้ เพื่อให้เกษตรกรมั่งคั่ง ยั่งยืนได้จริงๆ

Comments
Top