You are here
Home > Business Leisure > Top Story > ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว : ราชภัฏวไลยลงกรณ์ สร้างบัณฑิตเพื่อชุมชนท้องถิ่น

ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว : ราชภัฏวไลยลงกรณ์ สร้างบัณฑิตเพื่อชุมชนท้องถิ่น

ในปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านบริบทของสังคมไทยและสังคมโลกส่งผลให้ผู้คนในสังคมต้องช่วยกันคิดช่วยกันจรรโลงหลักแห่งธรรมาภิบาล หรือช่วยกันวางแนวทางการจัดระเบียบให้สังคมรัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนให้เป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์มีศักยภาพและประสิทธิภาพ ภายใต้พื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ซึ่งรากฐานที่สำคัญนอกจากจะต้องเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่สถาบันครอบครัวแล้ว สถานศึกษาก็เป็นอีกแห่งที่มีบทบาทไม่แพ้กัน

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ หรือเดิมคือ สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งมั่นในการเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน ตามพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 จนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ยังคงปักหลักกับยุทธศาสตร์เพื่อการศึกษาและการสร้างสังคมชุมชนระดับคุณภาพ ควบคู่ไปกับแผนการสร้างความยั่งยืนให้ท้องถิ่นให้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่อาจจะแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ภายใต้การนำของ ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว รักษาการแทนอธิการบดี ก็ยังคงสานต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อไป

 

 

Q : แนวยุทธศาสตร์ใหม่ของมหาวิทยาลัยฯ ตามแนวพระราชดำริเป็นอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยได้วางแนวยุทธศาสตร์ใหม่ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีอยู่ 3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาท้องถิ่น, การพัฒนาบุคลากรครู และการพัฒนาระบบการเรียนการสอน
สำหรับเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และทางมหาวิทยาลัยฯ กำลังจะขับเคลื่อนงานเรื่องนี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา ผมเองได้มีโอกาสเข้าพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 2 จังหวัด คือ จังหวัดสระแก้วและจังหวัดปทุมธานี โดยวางกรอบร่วมมือกันว่า จะทำงานในการพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ ได้อย่างไร

อย่างที่จังหวัดสระแก้วมีโครงการสร้างเมืองสุขภาวะเป็นแนวคิดที่ดี สุขภาพดี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งได้เตรียมการส่งอาจารย์ลงพื้นที่ทำงานแล้ว

ขณะที่จังหวัดปทุมธานีก็ได้จับคู่กับองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มประชากรที่จะร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในการที่จะทำงานร่วมกันและตอนนี้กำลังจะร่วมมือกับสถาบันพัฒนาชุมชนเมือง (พอช.) ที่จะพัฒนากลุ่มวิสาหกิจย่อยต่างๆ หรือชุมชนย่อยต่างๆ ของเขตภาคกลางจะได้มีการบันทึกความเข้าใจ (MOU)  และพัฒนาร่วมกันตรงนี้ถือว่า เราสร้างรูปธรรมการพัฒนาท้องถิ่นจากตัวชุมชนให้เกิดผลตามพระราชดำรัสคือการให้ไปพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นต่อซึ่งทางเราก็สร้างผลงานเชิงประจักษ์

 

Q : ในส่วนของบุคลากรครู ทางมหาวิทยาลัยฯ มีการให้ความสำคัญด้านใดบ้าง

การให้ความสำคัญกับการผลิตพัฒนาครูเป็นอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเราได้ปรับปรุงหลักสูตรด้านการผลิตบุคลากรครูภายใต้หลักสูตร 4 ปี ซึ่งสาระสำคัญจะอยู่ที่การให้ลงไปฝึกปฏิบัติในสถานศึกษาจริงตั้งแต่ปี 1 จนถึงปีสุดท้ายของการเรียนของนักศึกษา เราเรียกรูปแบบของการผลิตครูในลักษณะนี้ Residence Teacher คือ ให้ครูที่เป็นนักศึกษาของเราไปทำงานร่วมกับโรงเรียนของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากนั้นเมื่อจบการศึกษาไปแล้วก็จะสามารถที่จะออกไปทำงานได้อย่างจริงจัง อันนี้เป็นเรื่องของการผลิตนักศึกษาครู

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาครูในโรงเรียนหรือสถานศึกษา หลังจากที่เราได้รับงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อพัฒนาครูที่ทำงานอยู่แล้ว โดยปัจจุบันเราได้สร้างโรงเรียนเครือข่ายขึ้นในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจะมีโรงเรียนเครือข่ายทั้งหมด 20 โรง ที่จังหวัดสระแก้ว 10 โรง และจังหวัดปทุมธานี 10 โรง ส่วนรูปแบบนั้นก็จะเป็นการเข้าไปยกระดับความรู้ความเข้าใจของครูในเรื่องของการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่เรียกว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Practice Learning ให้ครูผู้สอนในสถานศึกษา โดยโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายนั้นจะได้รับความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากทางมหาวิทยาลัยวไลยลงกรณ์โดยตรง เช่น การอบรมเรื่องสื่อการสอนสมัยใหม่ รวมถึงการไป Coaching ครูในโรงเรียนเครือข่ายให้มีความสามารถเพิ่มยิ่งขึ้น

 

Q : เหมือนว่าจะมีพันธกิจหนึ่งที่ทางมหาวิทยาลัยได้รับมาจากรัฐบาลด้วย

ใช่ ตอนนี้สิ่งที่เราได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า คือ การแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ของนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนหนึ่งประสบกับปัญหานี้ ซึ่งตรงนี้เราก็จะให้วางแนวความคิดแบบ Family Learning Style หรือรูปแบบที่จะจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน โดยโมเดลการจัดการเรียนรู้ Family Learning Style เป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน เพื่อที่จะใช้จัดการเรียนการสอนให้กับโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนเครือข่ายก่อนและจะขยายต่อไปในโรงเรียนอื่นๆ ในอนาคต

 

Q : ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ของเด็กมีเยอะ จนเป็นประเด็นสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ

จริงๆ แล้ว ในส่วนของประเทศไทยมีหลายพื้นที่และในหลายจังหวัดที่ประสบกับปัญหานี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาเชิงสังคมที่เริ่มมาจากตัวพ่อแม่ หรือผู้ปกครองที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องออกไปทำงานในต่างพื้นที่ จนมีเวลาให้ครอบครัวน้อยมาก

ดังนั้น เราจึงเปิดพื้นที่หรือห้องเรียนบ้างห้องเรียนเป็นพิเศษขึ้นมา อย่างเช่นพื้นที่ อบจ.ของปทุมธานีที่มีเด็กอยู่ประมาณ 2 ห้อง ซึ่งขณะนั้นเด็กที่อยู่ ม.1 ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ไม่คล่องนั้น ทางโรงเรียนก็สามารถติดต่อมาทางมหาวิทยาลัยให้เข้าไปช่วยเพื่อที่จะหาวิธีจัดการ เช่น จัดกิจกรรมอย่างไรให้เขาอ่านออกเขียนได้คล่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับชาติที่เราอาสาเข้าไปบริหารจัดการ

 

Q : ข้ามมาในส่วนสุดท้ายหรือด้านการเรียนการสอนบ้าง ทางมหาวิทยาลัยวางแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร

บทบาทของเราคือสถาบันการศึกษา เราจำเป็นที่ต้องยกระดับพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีของเราควบคู่ไปกับสิ่งที่เราวางไว้ข้างต้นที่กล่าวมาด้วย ซึ่งขณะนี้เราได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญก็คือเรื่องของการแบ่งการเรียนรู้ให้นักศึกษาของเราได้มีการฝึกปฏิบัติจริงๆ ทั้งในแง่ระหว่างการเรียนรู้ และในแง่ของการออกไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะกับการใช้ชุมชนสังคมเป็นห้องปฏิบัติการสำหรับนักศึกษาที่จะได้ฝึกทำงานหรือเริ่มเรียนรู้กับชุมชน ซึ่งจะเป็นการยกระดับการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยตรง

นอกจากนี้ เรากำลังส่งเสริมให้กศึกษาของเราได้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างชิ้นงานหรือสร้างแนวคิดในการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเองได้จัดให้มีห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ของนักศึกษา เช่น เรากำลังจะสร้างโมเดิร์นเทรดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็กให้นักศึกษาได้มาทดลองเป็นผู้ประกอบการใหม่ หรือว่านำเอาสินค้าจากชุมชนที่ทางมหาวิทยาลัย หรือนักศึกษาไปร่วมดำเนินการส่งเสริมพัฒนาเอามาเป็นพื้นที่จัดจำหน่ายให้กับชุมชน สังคม

จุดนี้ถือเป็นการทำ Productive Learning ซึ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยฯ ที่กำลังพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปี ข้างหน้า และนี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จะพยายามทำหน้าเป็นอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและเป็นสถานที่ผลิตบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตต่อไป

 

Q : Active Learning กับ Productive Learning แตกต่างกันอย่างไร

จริงๆ แล้วการเรียนรู้ในลักษณะของ Active Learning นั้น เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงก็คือไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็แล้วแต่ ต้องเน้นการปฏิบัติ ซึ่งคำว่า “การปฏิบัติ” อาจจะหมายถึงการวิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางแก้ไข หรืออาจจะหมายถึงการผลิตชิ้นงานยกตัวอย่างเช่น การผลิตรายการทีวีหรือวีดีโอ หรือการเขียนบทความหรือเขียนวรรณกรรมต่างๆ ถ้าเป็นนักศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ อาจจะหมายถึงการผลิตคิดท่าการแสดงต่างๆ ซึ่งเขาต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงไม่พยายามให้เรียนรู้จากทฤษฎีสักเท่าไรนัก

ฉะนั้น ในฐานะของการเป็นมหาวิทยาลัยฯ ที่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนการสอนในเชิงนี้เสมอมา นี่จึงเป็นการต่อยอดว่า ทุกๆ การปฏิบัติจะเกิดผลลัพธ์บางอย่าง และผลลัพธ์ที่ว่าส่วนใหญ่ก็คือโปรดักต์ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ที่เกี่ยวกับไอเดียหรือโปรดักต์ที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ ดังนั้น นิยามของ Product Learning ที่เราวางไว้ จึงเป็นการให้เด็กได้เเรียนรู้ เพื่อที่จะสร้างชิ้นงานในเชิงประจักษ์ต่อคนโดยทั่วไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดมูลค่าของตัวพวกเขาเองอย่างเป็นรูปธรรม

 

Q : ยุทธศาสตร์ส่วนไหนที่ถือเป็นความท้าทายของวไลยลงกรณ์มากที่สุด

ถ้าถาม ณ ตอนนี้ เรื่องการพัฒนาท้องถิ่นปัญหา คือ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุด เพราะเราจะต้องเปลี่ยนความคิดของอาจารย์จากคนที่เคยสอนอยู่ใมหาวิทยาลัยแล้วรู้จักแต่มุมของความสะดวกสบาย อยู่ในห้องเรียน มีอำนาจในห้องเรียน ให้เปิดโลกใหม่ด้วยการออกไปทำงานท้องถิ่น โดยไม่พยายามเล่นบทบาทแบบเดิม เพราะคุณจะต้องไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน ต้องไปเรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ซึ่งมันเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่มันไม่เคยมี

ดังนั้น นี่จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญที่จะต้องผลักดันให้เกิด โดยในปัจจุบันเราได้จัดกลุ่มอาจารย์ในมหาวิทยาลัยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ อาจารย์ที่เน้นการสอนในห้องเรียน และอีกชุดหนึ่งที่จะต้องไปเป็น อาจารย์นักพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้เรากำหนดตำแหน่งอาจารย์กลุ่มนี้ชัดเจนแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะเน้นความสมัครใจของอาจารย์ด้วย

แต่เราเชื่ออย่างมากว่า ในฐานะของผู้ที่เป็นครู ทุกคนอยากจะใช้วิชาชีพและจรรยาบรรณของตนเพื่อพัฒนาเด็กทุกกลุ่มให้เดินไปถึงฝั่งฝันกันไม่มากก็น้อย แต่การที่เขาจะกล้าออกไปเผชิญในจุดๆ นั้นก็ต้องมีแรงผลักดันที่ดี ซึ่งนั่นก็หมายถึงตัวมหาวิทยาลัยของเราที่มีการเตรียมความพร้อมให้เขาได้ไปและเป็นการไปที่ได้ทั้งประสบการณ์ ได้ช่วยสร้างสังคม รวมทั้งยังสร้างอนาคตให้ครูนั้นๆ ให้เจริญก้าวหน้าในวิชาชีพของตนต่อไปอีกด้วย

นี่คือความท้าทายที่สำคัญในระยะอันใกล้นี้

Comments
Top