You are here
Home > Business Leisure > Top Story > จิรัฐ บวรวัฒนะ : คีย์แมนกับโมเดลปั้น BNK48

จิรัฐ บวรวัฒนะ : คีย์แมนกับโมเดลปั้น BNK48

ถ้าจะบอกว่า ปีนี้เป็นปีทองของกลุ่มไอดอลสาวยุคใหม่ หรือ BNK48 ก็คงพูดได้ไม่ผิดหนัก เพราะจากวันที่ก้าวเข้ามาสู่ตลาดเมืองไทยช่วงกลางปี 2560 และเป็นที่รักของแฟนคลับ (โอตะ) แบบกลุ่มเฉพาะ ได้ก้าวไปอีกระดับด้วยการคว้าใจตลาดที่อย่างมากยิ่งขึ้น

BNK48 อาจจะดูเป็นโมเดลธุรกิจที่ใหม่มากในไทย แต่ด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบให้ BNK48 มีความครบครันด้านคอนเท้นท์ที่พุ่งจับทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จนทำคอนเทนต์ให้คนสามารถแชร์ต่อได้บนโลกออนไลน์ มีช่องทางที่ติดต่อสื่อสารกันตลอดและให้แฟนคลับมีส่วนร่วม ทำให้วันนี้กลายเป็นอีกปรากฏการณ์ใหม่ของวงการบันเทิงที่มีสูตรคิดแบบต้องศึกษากันอย่างหนัก

จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท BNK48 ออฟฟิศ จำกัด คือเบื้องหลังและหัวใจสำคัญที่นำโปรเจคนี้เข้ามาสู่เมืองไทยและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการบันเทิง

Q : Story ของโมเดล 48 ในเมืองไทยเกิดขึ้นได้ยังไง

ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมานานแล้วในนามของ โรสมีเดีย ซึ่งทุกท่านโดยเฉพาะคุณหนูๆ จะรู้จักกันดีกับการนำการ์ตูนยอดฮิตของญี่ปุ่นมานำเสนอในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Naruto หรือ Bleach และอีกมากมาย พูดง่ายๆ ก็คือ ผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมา 15 ปี เราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในระหว่างนั้นเราก็เห็นโมเดล AKB ที่ญี่ปุ่นเกิดมา 12 ปี ประมาณปี 2005 เราเห็นการเติบโตของเขาตั้งแต่วันแรก ช่วงปีสองปีแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน จนเข้าปีที่ 3 เขาเติบโตแบบพุ่งเลย มาจากปัจจัยเรื่องความแปลกใหม่และน่าสนใจของโมเดล ภายใต้คอนเซ็ปต์ Idol you can meet และมีเธียเตอร์อยู่ที่ดองกี้โฮเตะ (อากิบาฮาร่า) คุณสามารถไปพบน้องๆ ได้ที่นั่น เป็นการซื้อตั๋วเข้าไปดูได้ทุกวัน

จนกระแสเริ่มมา เพราะความน่าสนใจคือคนเห็นน้องกลุ่มนี้มีมุ่งมั่นพยายามมากๆ ขนาดมีคนไม่มากมานั่งดูก็เห็นว่า น้องมีความมุ่งมั่นเลยอยากมาสนับสนุนมากขึ้นๆ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ และขยายจาก AKB48 ในอากิบาฮาร่าไปเป็น HKT48 จากฟุกุโอกะ, NMB48 จากโอซาก้า, NGT48 จากนิกาตะ และSKE48 จากนาโกย่า ล่าสุดคือ STU48 จากภูมิภาคเซโตชิ (ฮิโรชิม่า) ซึ่งเท่ากับว่าที่ญี่ปุ่นจะมี 6 สาขา และแต่ละสาขาจะมีเธียเตอร์ รวมถึงรายการทีวีเป็นของพื้นที่ของตนเองและก็มีการแข่งขันใหญ่กันเองที่เรียกว่า World Senbatsu ที่จะทำให้ทุกคนมีโอกาสได้ออกเทปร่วมกัน

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมสนใจ เพราะในโมเดลนี้มีเสน่ห์ในแบบที่ผมเชื่อว่า ประเทศไทยยังไม่เคยสัมผัส ผมจึงติดต่อกับ AKS บริษัทที่จัดการและบริหารกลุ่มไอดอลญี่ปุ่น AKB48 เพื่อขอสิทธิ์มาทำวงน้องสาวในไทย ซึ่งต้องย้อนกลับไปก่อนว่า AKS ได้ก่อตั้งวงน้องสาวต่างประเทศของ AKB48 ก่อนเรา ได้แก่ วง JKT48 อินโดนีเซีย และค่อยมาเป็น BNK48 ประเทศไทย

 

Q : มักจะได้ยินคำว่า “ผู้ถูกเลือก” (Senbatsu) กันบ่อยๆ มันคืออะไร

นี่คือความคลาสสิคของโมเดลไอดอลลักษณะนี้ เพราะความหมายของ Senbatsu คือ ผู้ถูกเลือก ซึ่งก่อนอื่นผมจะขออธิบายแบบนี้เพื่อความเข้าใจ โมเดล 48 ในทุกๆ ประเทศจะการเดบิวท์ (เปิดตัว) หรือทำการออกซิงเกิ้ลคล้ายๆ กันทุกประเทศ คือ ปีละประมาณ 4 ซิงเกิ้ล โดย 1 ซิงเกิ้ลหรือ 1 เพลงหลักที่เปิดตัวจะมีการแทรกเพลงรองไว้อยู่ประมาณ 3-4 เพลง (ตรงนี้จะฟังดูแตกต่างจากความหมายของคำว่าซิงเกิ้ลทั่วๆ ไป) เท่ากับว่า ในปีหนึ่งๆ จะมีการออกเพลงหลักออกมา 4 รอบและจะมีการขายแผ่นซีดี 4 ครั้งเช่นกัน ซึ่งโมเดลในประเทศไทยก็เป็นแบบนี้เช่นกัน

คราวนี้มาพูดถึงตัวน้องๆ (สมาชิกในวง) อย่างตอนนี้ประเทศไทยมีน้องๆ 26 คน เรากำลังหาเพิ่มอีกประมาณ 30 ตน ซึ่งจะเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 นั่นหมายความว่า เราจะมีคนเข้ามาอยู่ในวงกว่า 50 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะคัดให้เหลือ 16 คน และ 16 คนนี่แหละที่ผมเรียกว่า Senbatsu หรือ “ผู้ถูกเลือก” โดยบทบาทของผู้ถูกเลือกก็คือ Front Stage หรือผู้ที่มีโอกาสได้ออกมาโลดแล่นในซิงเกิ้ลหลักของปี  ที่สำคัญ 16 คนนี้จะไม่ถูกล็อกตายตัว แต่จะถูกสลับหมุนเวียนไปตามผลงาน รวมถึงเรตติ้งจากการจับมือในแต่ละครั้ง ซึ่งบัตรจับมือจะแถมมาในแผ่นซีดีที่ผลิตออกมาเป็น Limited Edition ส่วนเซ็นเตอร์ของวง ทางเราจะเลือกตามความเหมาะสมควบคู่ไปกับความป็อบปูล่าในช่วงเวลานั้นๆ เช่น เพลงแรกที่เปิดตัวอย่าง “Aitakatta” (อยากจะได้พบเธอ) ก็มีน้องมิวสิคมาเป็นเซ็นเตอร์ ด้วยระบบนี้เองที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันของน้องๆ ตลอดเวลา และนี่คือความหมายที่แท้จริงของผู้ถูกเลือก

 

Q : คนที่ไม่ได้อยู่หน้าฉากเวทีจะบริหารจัดการยังไง

อย่างที่บอกว่า นี่คือโมเดลที่ต้องมีการแข่งขันของคนมีฝันและมีความมุ่งมั่น ต่อให้ถูกคัดเลือกเข้ามาแล้วก็ต้องพยายามเพื่อจะได้ผลักดันตนเองขึ้นมา Outstanding แต่ในความเป็นจริงแล้ว โมเดลของ BNK48 และในประเทศอื่นๆ คือ “การสร้างทีม”เหมือนทีมฟุตบอลอาชีพสักหนึ่งทีมที่ต้องมีตัวหลัก ตัวรองและยังมีทีมอะคาเดมี่แบบสำรองของสำรองอีกเพียบ ทุกคนมีหน้าที่ของตนเองแน่นอน อย่างตอนนี้เมื่อผมได้สมาชิกเข้ามาแล้ว 56 คน ผมก็จะให้น้องๆ ได้ไปโชว์ยังเธียเตอร์ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยที่นั่นจะมีน้องๆ BNK48 ไปแสดงสัปดาห์ละ 3 โชว์วนกันไป ซึ่งเราจะมีการตั้งทีมหลักเรียกว่าทีม B ตามมาด้วยทีม N และทีม K แต่ละทีมจะมีคนราวๆ 20 กว่าคนและแต่ละทีมจะมีกัปตันทีมของตนเอง เพื่อออกไปแสดงโชว์ของตน

ตรงนี้คือระบบการบริหารงานแบบสโมสรมืออาชีพ ดังนั้น น้องๆ ที่เข้ามาในสโมสรทุกคนจะไม่ทุ่มเทสิ่งต่างๆ อย่างไร้ประโยชน์ แต่ทุกคนจะมีงานที่แตกต่างกันไป ตามการฉายแสงที่เกิดจากความมุ่งมั่นและพยายามฝึกฝนตนเองอย่างหนัก

 

Q : การรับคนเจนใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาจะสร้างแรงกดดันต่อ BNK รุ่นแรกๆ แค่ไหน

จริงๆ แล้วก็ตามอย่างที่ผมเรียนไปครับว่า คนที่เรารับเข้ามา ไม่ได้รับมาเพื่อแทนที่ใคร แต่เราพร้อมจะรับคนเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อหาผู้ถูกเลือกที่ดีที่สุด 16 คน ในการออกมาสู่หน้าฉากของการเปิดตัวซิงเกิ้ลและดันสู่สังคมบันเทิงในด้านต่างๆ ซึ่งเรามีแผนว่า ภายใน 5 ปีต่อจากนี้เราจะต้องมีสมาชิกมาอยู่ในวงไม่น้อยกว่า 100 คน ขณะเดียวกัน หากน้องคนไหนมีการเฟดตัวออกจากบทบาทของวง หรือที่เราเรียกกันว่า Graduate” (จบการศึกษา) ซึ่งปัจจุบันในรุ่นแรกมีไปแล้ว 4 คน แต่เราก็จะยังคงผลักดันน้องๆ เหล่านั้น หากต้องการเดินหน้าไปยังงานในสาขาอื่นๆ ด้วย

 

Q : หลักประกันในชีวิตของสมาชิก BNK48 คืออะไร

น้องๆ ทุกคน เราให้เงินเดือนหมดและทุกคนก็จะได้รับเงินพิเศษจากการทำงานทั้งหมด โดยคนที่เป็นผู้ถูกเลือกจะมีโอกาสทำงานที่ไกลยิ่งกว่ามากขึ้นเท่านั้นเอง เช่น งานพรีเซ็นเตอร์ พูดง่ายๆ ผมถึงอยากให้เปรียบภาพ BNK48 เหมือนสโมสรฟุตบอลอาชีพ ตัวจริงจะมีตำแหน่งให้ลงแค่ 11 คนเท่านั้น ถ้าคนไหนยิงประตูได้ ก็ได้รับโบนัสพิเศษ เป็นต้น

 

Q : น้องๆ สมาชิกในวงต้องฝึกหนักกันขนาดไหน

ผมพูดได้แค่ว่า รด. ฝึกหนักขนาดไหน น้องๆ ก็ฝึกหนักไม่ต่างกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ตอนเช้าไปเรียนหนังสือ ตอนกลางคืนมาฝึก นี่คือสิ่งที่ผมพอจะบอกได้ และน้องๆ ทุกคนมีความมุ่งมั่นมากจริงๆ

 

 

Q : BNK48 ยึดโมเดลจากญี่ปุ่นทั้งหมดเลยหรือเปล่า

ไม่เลยครับ แต่ก็ยอมรับว่า วัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น กิจกรรมการจับมือ เพลงที่ต้องใช้ และอื่นๆ ที่เป็นแนวทางหลักจากบริษัทแม่ก็จะมีการยึดไว้ เพียงแต่เราก็ไม่ได้เอามาทั้งหมด และเราก็สามารถ Customize ได้ด้วยตัวเราเอง เช่น น้องๆ ทุกคนเมื่อมาอยู่กับเราจะต้องไม่ถ่ายเซ็กซี่ แต่ในญี่ปุ่นจะทำได้ เป็นต้น เพราะเป้าหมายของผมในการนำโมเดลนี้เข้ามาในเมืองไทยก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมไอดอลรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเยาวชนไทยอย่างแท้จริง อย่างน้องๆ บางคนเรียนเก่งมาก บางคนอาจจะเรียนไม่เก่ง แต่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองด้านอื่นๆ เช่น ร้อง เต้น เล่นกีฬา ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้าน แต่ขอให้เยาวชนไทยได้เห็นคุณค่าที่ดีจากตัวน้องๆ ผ่านบทบาทของ BNK48 ผมอยากสร้างนิยามที่ถูกต้องให้คำว่าไอดอล = ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความรับผิดชอบ

 

Q : คุณมีการสร้างแบรนด์ BNK48 อย่างไรบ้าง

ต้องมีการวางแผนให้ครบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งวันนี้ความโชคดีคือออนไลน์แพลตฟอร์มมีอยู่หลากหลายแบบ และสร้างกระแสได้เร็ว ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำ คือ สร้างคอนเทนต์ให้คนแชร์ต่อได้บนโลกออนไลน์ และต้องมีช่องทางที่ติดต่อสื่อสารกันตลอดระหว่างตัวน้องๆ กับแฟนคลับ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) เช่น ให้น้องๆ ไลฟ์ผ่าน Digital Live Studio ที่เอ็มควอเทียร์หรือที่เรียกว่า ตู้ปลา วันละ 4-6 คน (ในอนาคตจะไปทำที่เชียงใหม่ด้วย) ในขณะเดียวกันตอนกลางคืนก็มีน้องๆ ไลฟ์ผ่านแอพพลิเคชั่น VOOV คอนเทนต์ที่ส่งบนโลกออนไลน์ ยังไม่รวมรายการทีวี คอนเท้นต์ที่ไปออกโร้ดโชว์ หรือรายการตามไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว ทำอาหาร จากนั้นแฟนๆ ก็จะแชร์ให้อีกทาง

            ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราจะบอกกับน้องๆ ทุกคน คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม เป็นคนที่นำเสนอเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทยในเชิงบวก เกี่ยวกับเรื่องการให้กำลังใจ ความน่ารักสดใส และในระหว่างทางก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและมีความพยายามในการเป็นสมาชิก BNK48 ด้วย ต่อจากนั้นผลของความพยายามของน้องๆ ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะนำไปเสนอต่อสาธารณชนตามแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ผู้คนได้เห็นต่อไป เช่น งานอีเว้นท์ที่เราจะส่งน้องๆ ผู้ถูกเลือกไปในงานประมาณ 6 คน แต่ถ้างานใหญ่จะไปทั้งหมด 16 คน รวมถึงการผลักดันไปสู่งานอื่นๆ เช่น หนัง ละคร โฆษณา ต่อไป ภายใต้การดูแลของบริษัท BNK48

 

Q : BNK48 สามารถ Disrupt วงการบันเทิงไทยได้หรือไม่

ในยุคที่มีช่องทางแพลตฟอร์มเพื่อนำเสนอคอนเทนต์มากมาย ตั้งแต่ทีวีดิจิทัลกว่า 24 ช่อง และรวมถึงออนไลน์แพลตฟอร์มอีกเป็นจำนวนมากนั้น ทุกคนมีคอนเทนต์ ทุกคนสร้างคอนเทนต์ได้และต่อให้สร้างไม่ได้ก็ซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศมาถมได้

แต่สิ่งที่วงการบันเทิงไทยในตอนนี้ “ขาด” คือ Talent เราขาดความพิเศษ เราขาดสิ่งที่จะมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนทุกคนอย่างแท้จริง เพราะอะไร เพราะกฎของการทำงานอย่างมีสังกัดแบบเดิม บอกให้ผู้มี Talent ไม่สามารถข้ามค่ายได้ และเราคือผู้ที่เข้ามาอุดรอยรั่วตรงนั้น เราสร้างกลุ่มเด็กสาวที่มี Talent เก่ง มีความสามารถรอบด้าน น่ารัก สดใส ใครๆ ก็เอ็นดู ที่สำคัญ พวกเธอไม่ถูกจำกัดให้ทำงานกับใครคนใดคนหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ เราทำงานกับใครก็ได้

เรามีอิสรภาพในการทำงานร่วมกับทุกค่าย ทุกแพลตฟอร์มและสร้างคุณค่าให้กับทุกๆ คอนเทนต์ที่เข้าไปทำ ซึ่งอย่างที่บอกครับว่า คอนเทนต์จะสร้างเมื่อไรก็ได้ แต่การจะนำ Talent ไปผสมผสานกับคอนเทนต์ยาก เพราะทุกวันนี้ถ้าศิลปินดังๆ อยากไปทำงานนอกค่าย คือ ออก คือ กลายเป็นฟรีแลนซ์และมีความเสี่ยงเฉพาะตัวบุคคลตามมา แต่วันนี้เราในฐานะผู้ลงทุนโมเดล BNK48 เราต้องการสร้างไอดอล-ศิลปินรูปแบบใหม่ที่อาจจะเป็นอีกแม่แบบของวงการบันเทิงไทย ในอนาคต

 

Q : คำถามสุดคลาสสิค คิดว่า BNK48 ประสบความสำเร็จหรือยัง

ขอตอบกลับแบบคลาสสิคบ้างว่า “ยัง” (หัวเราะ) แต่ก็ต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่มักจะมอบคำๆ นี้ให้กับเรา คือ ความสำเร็จของ BNK48 ในมุมของเรา ไม่ใช่แค่ Feedback ที่ล้นหลามจาก Koisuru Fortune Cookie (คุ้กกี้เสี่ยงทาย) ที่มียอดวิวเลยหลัก 100 ล้านไปแล้ว และรวมถึงเราได้ฐานคนติดตาม BNK48 มากขึ้นจากซิงเกิ้ลแรกเป็นล้านคน (ข้อมูลจาก Troth social) เพราะถ้าคิดแบบนั้น เราจบทันที

เราไม่อยากให้ BNK48 เป็นกระแสแล้วก็จางหายไป เราจึงมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่า หากน้องๆ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือความสำเร็จแล้ว พวกคุณล้มเหลวแล้วนะ เพราะนี่เราแค่เพิ่งมายืนตรงจุดสตาร์ทเท่านั้นเอง เราอยากให้น้องๆ มองใหม่ว่า 100 ล้านวิวในวันนี้ คือ ใบเบิกทางจากแฟนคลับที่รักพวกคุณ คนไทยที่รักพวกคุณ และเขากำลังมอบโอกาสที่ดีที่สุดให้พวกคุณได้แสดงศักยภาพที่มากยิ่งกว่าให้พวกเขาได้เห็น นั่นคือมุมของน้องๆ ที่ต้องท่องไว้ในใจเลย

ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ของเราตั้งแต่ต้น เราไม่ได้มองว่า BNK48 คือ วงดนตรีเลย เพราะผมเองก็อยู่ในธุรกิจลิขสิทธิ์การ์ตูนมาตลอด ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรี ทำให้ไม่มีจุดแข็งเรื่องดนตรี ซึ่งเช่นเดียวกันถ้าผมวางตัวว่า BNK48 คือ วงดนตรี ผมคงเอา 100 ล้านวิวนี้ไปหากิน ไปออกโร้ดโชว์ทั่วประเทศ แต่แล้ววันหนึ่งก็จะมีวันที่กำลังของ 100 ล้านวิวหมดลง

 

Q : วางเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง

ตอนนี้ผมวางแผนให้กับ BNK48 ไว้ล่วงหน้า 3 ปีแล้ว โดยหนึ่งในภารกิจที่อยากจะให้เกิด คือ พาน้องๆ ไปแสดงสดที่สนามราชมังคลากีฬาสถานจุคนกว่า 6 หมื่นคน ตรงนี้อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่ขอออกตัวก่อนว่า เราไม่ได้จะทำเหมือนกับพี่ตูนบอดี้สแลม  (หัวเราะ) แต่เนื่องจากสนามแห่งนี้คือ “สัญลักษณ์” อย่างหนึ่งของประเทศที่บ่งบอกถึงความสำเร็จและถ้าหากเราพา BNK48 ไปอยู่ตรงนั้นได้ ตอนนั้นเราจะบอกกับสื่อเลยว่า นี่คือความสำเร็จของบริษัท BNK48 ตัวผม และน้องๆ BNK48 ทุกคนอย่างมั่นใจ

Comments
Top