You are here
Home > Columnist > Finance in practice > การบริหารเงินทุนหมุนเวียน ของกิจการในภาวะปัจจุบัน

การบริหารเงินทุนหมุนเวียน ของกิจการในภาวะปัจจุบัน

By : ระพีพัฒน์ สวนศิลป์พงศ์

ผมเชื่อว่าในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะประสบปัญหาที่ไม่ต่างกันนัก คือ ยอดขายลดลง ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือบางรายอาจถึงขั้นขาดทุนกันเลยทีเดียว แต่อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ผมจะอดใจกล่าวถึงไม่ได้ก็คือ “ไม่รู้เงินสดมันเหือดแห้งหายไปไหนหมด” เงินสดหมุนเวียนในกิจการมันร่อยหรอจนกิจการแทบจะเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว
ซึ่งในทางการเงินเราเรียกการมีเงินสดหมุนเวียนในกิจการว่า สภาพคล่องทางการเงิน (Financial Liquidity) ดังนั้น ภาวะที่เงินสดหมุนเวียนขัดสนขาดมือ จึงเรียกว่าการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอ่อนๆ คือ ต้องใช้ความสามารถในการหมุนเงิน ดึงหนี้ เปียแชร์ กู้เงินนอกระบบและในระบบ หากมีวงเงินกู้เบิกเกินบัญชีหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าวงเงินโอดีกับธนาคาร ก็จะเห็นตัวแดงอยู่ตลอด กับระดับรุนแรงซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงมาก หากอยู่ในภาวะที่ว่านี้เจ้าหนี้จะดาหน้าเข้ามารุมทึ้งอย่างไม่ปรานีกันเลยทีเดียว
ดังนั้น การบริหารกิจการให้มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของวงจรเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน ว่าอะไรในวงจรเงินสดที่มีกระทบต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินสด

จากภาพวงจรเงินสด จะเห็นได้ว่าหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 6 คือเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ โดยปกติ หมายเลข 1 เจ้าหนี้การค้า จะเป็นแหล่งที่มีของเงินทุนหมุนเวียน กล่าวคือ โดยทั่วไปกิจการซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากผู้ขาย จะได้เครดิตเทอมจากผู้ขาย มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่นโยบายของผู้ขายและความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อ ซึ่งจะเท่ากับกิจการไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสดค่าสินค้าหรือวัตถุดิบในทันทีทั้งหมด ในขณะที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวน การผลิตหรือขายเลย อย่างไรก็ตามบางกิจการโชคไม่ค่อยดี ต้องซื้อเป็นเงินสดหรือได้เครดิตเทอมสั้นมาก แต่อย่างน้อยหากกิจการได้รับเครดิตจากการซื้อก็เท่ากับว่า ผู้ขายได้ให้การช่วยเหลือเงินทุนหมุนเวียนแก่กิจการบางส่วน ดังนั้นหากกิจการได้รับเครดิตเทอมที่ยาวขึ้น ย่อมหมายถึงว่ากิจการได้รับการช่วยเหลือเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเช่นกัน แต่ก็อาจต้องแลกกับส่วนลดเงินสดที่ลดลงหรือไม่ได้รับส่วนลดเลย ถามว่าได้เครดิตเทอมยาวขึ้น คุ้มกับส่วนลดเงินสดที่หายไปหรือไม่ พิจารณาได้สองประเด็น คือประการที่ 1 หากเราไม่รับเครดิตเทอม เรามีเงินสดเพียงพอกับการจ่ายสดเพื่อรับส่วนลดหรือไม่ ประการที่ 2 ส่วนลดเงินสดสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่กิจการกู้มาหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ผู้ขายให้เครดิตเทอม 60 วัน จ่ายเต็มจำนวน หรือส่วนลดเมื่อเงินสดทันที 2% และกิจการกู้เงินธนาคารมาที่ 8% ต่อปี

อัตราการประหยัดการซื้อสด = (ส่วนลด 2% / (จ่ายสด 100% – ส่วนลด 2%)) * (360 วัน / เครดิต 60 วัน)
= 12.24% ต่อปี

เราสามารถสรุปได้ว่า มันคุ้มค่าที่กิจการจะต้องกู้ธนาคารที่อัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี เพื่อนำมาจ่ายค่าสินค้า หรือวัตถุดิบแก่ผู้ขายเป็นเงินสด เพื่อให้ได้ส่วนลดหรือเกิดการประหยัดที่อัตรา 12.24% ต่อปี เป็นต้น
หมายเลข 2, 3 และ 4 สต็อกวัตถุดิบสินค้าระหว่างผลิต และสต็อกสินค้าสำเร็จรูป เป็นการใช้ไปของเงินทุนหมุนเวียน ยิ่งมีปริมาณมาก ยิ่งทำให้เงินทุนหมุนเวียนจมมาก คำถามจะเกิดขึ้นตรงที่ว่า ปริมาณสต็อกวัตถุดิบ สินค้า
ระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปมากหรือน้อยวัดจากอะไร ตอบง่ายๆ คือ

  • ปริมาณสต็อกวัตถุดิบ เป็นกี่เท่าของปริมาณการใช้ไปเฉลี่ยต่อเดือน สมมติว่า เรามีปริมาณสต็อกวัตถุดิบ เป็น 6 เท่าของปริมาณการใช้ไปในกระบวนการผลิตเฉลี่ยต่อเดือน เท่ากับว่ากิจการมีสต็อกเพื่อใช้ใน การผลิตได้ถึง 6 เดือน โดยไม่ต้องซื้อเพิ่มคำถามคือ เราจำเป็นต้องสต็อกมากขนาดนั้นไหม คำตอบคือ แต่ละกิจการมีความจำเป็นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการสั่งซื้อและการจัดส่ง ปริมาณสั่งซื้อขั้นต่ำ ค่าขนส่งต่อคำสั่งซื้อ ความสำคัญของวัตถุดิบต่อกระบวนการผลิต และมีสินค้าหรือผู้ขายทดแทนหรือไม่ และที่สำคัญคือข้อมูลแผนการผลิตที่ฝ่ายผลิตจะต้องสื่อสารกับฝ่ายจัดซื้อ
  • ปริมาณสินค้าระหว่างผลิต มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการออกแบบ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต กล่าวคือ ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดว่าจะมีสินค้าระหว่างผลิตมากน้อยเพียงใด เช่น กระบวนการผลิตที่เป็นเส้นตรง ไม่มีจุดพักหรือคอขวด จะทำให้การผลิตดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีปริมาณสินค้าระหว่างผลิตกองรอเป็นจุด ยิ่งถ้ามีเทคโนโลยีที่ดี ยิ่งทำให้กระบวนการผลิตเร็วขึ้น ปริมาณสินค้าระหว่างผลิตยิ่งน้อย ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนจมในส่วนนี้น้อยลง
  • ประมาณสินค้าสำเร็จรูป พิจารณาเช่นเดียวกับปริมาณสต็อกวัตถุดิบเลย ต่างกันตรงที่เราดูว่าปริมาณสต็อกสินค้าสำเร็จรูปเป็นกี่เท่าของปริมาณการขายเฉลี่ยรายเดือน คำถามคือ เราจำเป็นต้องสต็อกมากขนาดนั้นไหม คำตอบคือ แต่ละกิจการมีความจำเป็นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการผลิตที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณขาย และที่สำคัญคือข้อมูลประมาณการขายที่ฝ่ายขายจะต้องสื่อสารกับฝ่ายผลิตล่วงหน้าและทันต่อเหตุการณ์ดังนั้น หากฝ่ายผลิตสามารถตอบสนองต่อแผนการขายได้อย่างรวดเร็ว ย่อมทำให้ไม่จำเป็นจะต้องสต็อกสินค้าสำเร็จรูปเป็นจำนวนมากๆ ซึ่งจะส่งผลให้เงินสดที่จมในส่วนนี้ลดลง

หมายเลข 5 ลูกหนี้การค้า เกิดจากการขายสินค้าสำเร็จรูปและมีการให้เครดิตการค้าแก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไป อาจมีการรับเงินสดบางส่วนหรือเป็นเครดิตทั้งหมด ยิ่งมียอดลูกหนี้การค้ามาก ยิ่งทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มูลค่าลูกหนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายการให้เครดิตการค้าแก่ลูกค้า เริ่มตั้งแต่การคัดกรองและการประเมินลูกค้าเพื่อให้เครดิต ยิ่งเราให้เครดิตการค้านาน เท่ากับว่ากว่าเราจะได้รับเงินสดจากลูกค้าก็ช้าไปด้วย
ประสิทธิภาพในการเก็บหนี้ของกิจการตั้งแต่การวางบิลและการรับเช็คทันรอบของลูกค้าหรือไม่ เพราะหากตกรอบ จะเท่ากับว่ากิจการจะได้รับเงินสดช้าไปอย่างน้อยอีกหนึ่งเดือน
ประสิทธิภาพในการบริหารหนี้ค้างชำ ระซึ่งเครื่องมือที่เราจำเป็นต้องมีคือ รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) (ตัวอย่างด้านล่าง) ซึ่งจะรายงานสถานะของลูกหนี้รายตัวว่ามียอดค้างชำระ 30 วัน 60 วัน 90 วัน 120 วัน และ
มากกว่า 120 วัน เท่าไร เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและลำดับความสำคัญเพื่อในการติดตาม เพราะยิ่งมีหนี้ค้างนาน ยิ่งมีความเสี่ยงในการเก็บเงินได้ครบ และหากหนี้เป็นเงินจำนวนมาก แม้ระยะเวลาค้างไม่นาน ก็มีความเสี่ยงและควรดูแลใกล้ชิดเช่นกัน


หมายเลข 6 เงินสด เป็นส่วนหนึ่งของเงินทุนหมุนเวียน ปกติกิจการมักรู้สึกว่ายิ่งมีเงินสดมากยิ่งดี อันที่จริงแล้วการถือเงินสดมากๆ ทำให้เรามีสภาพคล่องสูงก็จริง แต่ต้องแลกกับผลตอบแทนที่ลดลง กล่าวคือหากกิจการถือ
เงินสดไว้จำนวนมากๆ กิจการก็จะเสียโอกาสในการนำเงินสดนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น กิจการถือเงินสดและฝากออมทรัพย์ไว้ทั้งหมด โดยไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นของการใช้เงิน ระยะเวลาที่ต้องใช้เลยส่งผลให้กิจการเสียโอกาสที่จะฝากเงินแบบฝากประจำ หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เป็นต้น ดังนั้น กิจการควรต้องรู้กระแสเงินสดเข้าและออกของกิจการ ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและประมาณการ เช่น ประมาณการกระแสรับจ่ายรายเดือน ทำให้เราสามารถรู้ล่วงหน้าว่าในอนาคตกิจการจะมีเงินสดเข้าความจำเป็น ต้องใช้เงินสด และเงินสดคงเหลือเท่าไรในแต่ละช่วงเวลา ช่วงไหนที่มีเงินสดมาก และระยะเวลาเหมาะสมกับการลงทุน ในแบบต่างๆ ได้ เราก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนของเงินสด และยังสามารถรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้อีกด้วย

Comments
Top